แดนดินถิ่นไทยเหนือ

          ราวพุทธศตวรรษที่ 9 ดินแดนภาคเหนือของประเทศไทยมีชุมชนเชื้อสาย ไต หรือ ไท ถูกเรียกโดยรวมจากนักประวัติศาสตร์ชาวตะวันตกรุ่นก่อนว่า ขมุ หรือ ลาว ได้ตั้งรกรากกระจัดกระจายอยู่ก่อนแล้วภายใต้การปกครองของอาณาจักร พยู (Pyu) ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ในลุ่มน้ำ อิระวะดี ประเทศเมียนมา

          ประมาณพุทธศตวรรษที่ 14 อาณาจักรพยูเสื่อมอำนาจล่มสลายจากการรุกรานและถูกปกครองโดยชาว พม่า (Burman) ผู้รุกรานมาจากทางเหนือ ซึ่งมีถิ่นอาศัยอยู่ตอนใต้ของอาณาจักร น่านเจ้า (Nanzhao) (น่านเจ้าเป็นอาณาจักรใหญ่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของยุนนาน ประกอบด้วยชนเผ่าเชื้อสายทิเบตหลายเผ่า) และได้สถาปณาอาณาจักร พุกาม (Pagan) ขึ้นมาแทนที่ แต่อาณาจักรพุกามนี้ก็ล่มสลายลงเมื่อปี พ.ศ. 1830 โดยกองทัพของ จักรพรรดิ์กุบไลข่าน (Kublai Khan) กษัตริย์ชาวมองโกลแห่งกรุงปักกิ่ง (Beiging)

          กล่าวคือ หลังจากที่จักรพรรดิ์กุบไลข่าน ได้ส่งกองทัพมองโกลประกอบด้วยทหารม้าเผ่าเตอร์ก จากเอเชียกลางซึ่งเป็นชาวมุสลิมลงมารุกราน และได้เข้ายึดครองเมือง ต้าลี่ (Dali) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของชนเผ่าไตหรือไท เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 1796 จากนั้นได้ใช้เมืองต้าลี่เป็นศูนย์บัญชาการ และได้ส่งกองทัพมองโกลเข้ารุกรบ และครอบครองดินแดนจีนใต้ของยุนนานได้ทั้งหมด ยิ่งกว่านั้น กองทัพมองโกลและพันธมิตรยังได้ขยายดินแดน ยกทัพรุกรานลงมาทางใต้ได้ครอบครอง อาณาจักรพุกามของชาวพม่า (Burman) อาณาจักรอาราคัน (Arakan) ของชาวเบงกอลตะวันออก และ อาณาจักร ไดเวียต (Dai Viet) ของชาวเวียตนามตอนบน และ อาณาจักรจามปา (Champa) ของชาวจามในเวียดนามตอนกลาง ซึ่งในกองทัพของกุบไลข่านนี้มีเหล่าชนชาวไตหรือชาวไท จากประเทศจีนตอนใต้ในยุนนานจำนวนมาก ถูกเกณฑ์ให้เป็นลูกหาบ นำทาง และเข้าร่วมรบ ชนชาวไตหรือชาวไทเหล่านี้ จึงมีส่วนร่วมในชัยชนะ ได้ร่วมครอบครองดินแดน ตั้งอาณาจักรไตฉาน (Tai-Shan) ที่ตองอู และ เชียงตุง จากนั้นมีผู้คนชาวไต และชาวไทกลุ่มอื่นๆ ในยุนนาน อพยพเข้ามาสมทบก่อให้เกิดหมู่ชนที่มีวัฒนธรรม และภาษาไตหรือไท อยู่กระจัดกระจายทั่วไปในดินแดน ลุ่มน้ำอิระวดี และ ลุ่มน้ำโขงจรดอ่าวตังเกี๋ยของเวียดนาม เกิดการรวมกลุ่มผู้ที่อาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจาย เป็นอาณาจักรลานช้าง ลานนา และ สุโขทัยในเวลาต่อมา

          ก่อนหน้านั้น เมื่อปี พ.ศ. 1771 มีกลุ่มชนชาวไตหรือชาวไท นำโดย เจ้ารุ่ง สุขะฟ้า (Chao Rung Sukaphaa) ได้นำผู้คนจำนวนหนึ่งจากถิ่นฐานเดิม เมืองมงเมา (Mong Mao) ใน ยุนนาน ประเทศจีน ไปสร้างอาณาจักรใหม่ใน ลุ่มน้ำพรหมบุตรของอินเดีย และได้สถาปนาตนขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ปกครองแคว้นที่สร้างขึ้นใหม่นามว่า อาหม (Ahom) มีกษัตริย์ปกครองต่อเนื่องกันมายาวนาน 41 พระองค์ จนถึงกษัตริย์องค์สุดท้ายทรงพระนาม พระเจ้าพูรานดาร์สิงห์ (Purandar Singha) ในปี พ.ศ. 2369 ก็สิ้นราชวงศ์ ถูกอังกฤษผนวกเข้าเป็นรัฐหนึ่งของอินเดีย-พม่า เรียกว่า อัสสัม ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิ์อังกฤษ



          อาณาจักร พยู (Pyu) ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของประเทศเมียนมาร์ ปกครองโดยชาวมอญยุคต้น ใช้เงินตราเป็นเหรียญกษาปณ์ทำด้วยโลหะเงิน สำหรับใช้ในราชอาณาจักร จำลองรูปแบบมาจากเหรียญกษาปณ์ของอาณาจักรอาราคัน (Arakan) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของอาณาจักรพยู รูปแบบเหรียญกษาปณ์ของอาณาจักรพยูนี้ มีอิทธิพลต่อรูปแบบการผลิตเหรียญกษาปณ์ของอาณาจักรฟูนัน ศรีเกษตร และทวาราวดี ต่างเป็นอาณาจักรและรุ่งเรืองต่อมาในภายหลัง

          ตามรูปเหรียญฯ ดังภาพข้างต้นนี้ ด้านหน้าของเหรียญฯ เป็นรูปพระที่นั่งมีมงกุฏวางตรงกลาง ครอบด้วยวงกลมและเมล็ดไข่ปลาล้อมรอบเป็นรัศมี ด้านหลังของเหรียญฯ แสดงภาพสัญลักษณ์แห่งเทพเจ้าของอินเดีย สัญลักษณ์หลักคือ รูปศรีวัตสา (Shrivatsa) Shri คือเทพสตรีแห่งความมั่งคั่ง และโชคลาภ ภายในสัญลักษณ์ มี ภูเขาหมายถึงเทพเจ้าศิวะ (Shiva) เทพเจ้าแห่งการสร้างและการทำลาย (การเวียนว่ายตายเกิด) ในขณะเดียวกันภูเขาก็ยังหมายถึงโลกมนุษย์ ลอยอยู่เหนือเส้นคลื่นของมหาสมุทรข้างล่างของเหรียญฯ ส่วนด้านบนของเหรียญฯ รูปวงกลมแทนพระจันทร์และรูปดาวแฉกแทนพระอาทิตย์ ซึ่งหมายถึงสวรรค์ ด้านซ้ายของเหรียญฯ เป็นรูปวัชระสายฟ้าสัญลักษณ์ของพระอินทร์ (Indra) เทพเจ้าแห่งสรวงสวรรค์ และด้านขวาของเหรียญฯ เป็นรูปหอยสังข์สัญลักษณ์ของพระวิษณุ (Vishnu) เทพเจ้าแห่งการสร้างและปกปักรักษาจักรวาล




          ร่วมสมัยในขณะนั้น ลุ่มน้ำเจ้าพระยาของประเทศไทยถูกปกครองโดย ชนเชื้อสายมอญ ตั้งอาณาจักร ทวาราวดี เรียกตัวเองว่า สยาม (Siam) มีอาณาเขตจรดตลอดแม่น้ำโขงฝั่งขวา ทางเหนือก็มีกลุ่มชนเชื้อสายมอญสร้างอาณาจักร หริภุญไชย ซึ่งตั้งอยู่ได้ระยะหนึ่ง ได้ขาดหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ จากผลการขุดค้น ศึกษาจารึกภาษามอญโบราณของอาณาจักรหริภุญไชย ซึ่งได้มีบันทึกต่อเนื่องกันมาโดยตลอดนั้น อยู่ๆ ก็สะดุดขาดหายไป จากความขาดตอนนี้ นักประวัติศาสตร์ที่ได้ทำการศึกษาเรื่องราวของชนชาติมอญโบราณต่างลงความเห็นไปในทางเดียวกันว่า คงจะได้มีการอพยพเคลื่อนย้ายอันเนื่องมาจากโรคระบาด ไปสร้างถิ่นฐานใหม่ที่ หงสาวดีประเทศเมียนมา ถิ่นนี้จึงว่างจากการครอบครองของชนชาวมอญหริภุญไชย คงถูกปกครอง และอยู่อย่างกระจัดกระจายของชาวไต หรือ ไท จากนั้น บันทึกทางประวัติศาสตร์ได้มีการกล่าวถีงอีกครั้งเมื่อ พระเจ้ามังราย ยกกองทัพจากเมือง เชียงแสน ขยายอาณาเขตเข้ายึดครอง เมืองหริภุญไชย และได้ผนวกดินแดนเหล่านี้ เข้าเป็นอาณาจักรลานนา ครั้นต่อมาเมื่อได้สร้าง เมืองเชียงใหม่ ศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรลานนาจึงอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ตั้งแต่นั้นมา

          ยุคอาณาจักรหริภุญไชย มีตำนานเล่าขานกล่าวถึงกลุ่มชนเผ่าละว้า ชาวเหนือเรียก "ลัวะ" เป็นกลุ่มชนมีวัฒธรรม ตั้งเมืองชื่อ ระมิง หรือ เวียงพิงค์ บนขุนเขาริมฝั่งแม่น้ำระมิง (แม่น้ำปิงปัจจุบัน) ติดกับอาณาจักรหริภุญไชย ประมาณเขตอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนที่ชนเผ่าไต หรือ ไท เคลื่อนลงมายึดครองและได้ขับไล่ชนเผ่าละว้าเข้าไปอยู่ในป่าเขา ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ยังหาข้อพิสูจน์หลักฐานทางโบราณคดีไม่ได้ คงมีแต่ตำนานและเรื่องเล่าขานเท่านั้น

          เมื่อปี พ.ศ. 2500 ได้มีการรีบเร่งขุดค้นวัดต่างๆ ที่จะจมน้ำ โดยคณะของกรมศิลปากร บริเวณแอ่งที่ลุ่มที่จะถูกน้ำท่วมถึงในเขตอำเภอฮอด เพราะขณะนั้นได้เริ่มมีการสร้างเขื่อนภูมิพล ที่บ้านยันฮี จังหวัดตาก หากสร้างเสร็จ การเก็บกักน้ำจะทำให้แอ่งเหล่านี้กลายเป็นทะเลสาบ ผลของการขุดค้นในครั้งนั้นพบโบราณวัตถุ พระทองคำและเงินจำนวนหนึ่งส่วนใหญ่เป็นองค์เล็กๆ ขึ้นรูปจากการบุลายจากโลหะทองหรือเงินบางๆ นอกนั้นส่วนใหญ่เป็นพระแก้วที่แกะจากแร่ฟลูออไรท์ สีขาวบ้าง สีเทาบ้าง ทั้งขุ่นและใส จำนวนมาก ทั้งหมดล้วนเป็นศิลปะลานนารุ่นหลัง อายุไม่เกินสองสามร้อยปี ฝีมือหยาบ เข้าใจว่าน่าจะผลิตหรือสร้างโดยช่างพื้นบ้าน ไม่มีโบราณวัตถุใดมีอายุเก่าไปกว่านี้

          ในดินแดนตอนเหนือจาก สิบสองปันนา เรื่อยลงมาจนถึงภาคเหนือตอนบน หมู่ชนชาวไตหรือชาวไท ต่างอยู่กันเป็นชุมชนใหญ่เป็นกลุ่มเป็นก้อนเรียกตามถิ่นที่อยู่เดิมว่า ไทลื้อ ไทเขิน ไทยอง ไทยวน ไทเมือง ไทดำ ไทพรวน ฯลฯ มักจะอพยพเคลื่อนย้ายไปสมทบกับพวกพ้องเดียวกันในแหล่งอื่นจากการชักชวนหาแหล่งตั้งถิ่นฐานใหม่ หรือเมื่อเกิดสงครามจากความขัดแย้ง การผนวกดินแดนระหว่างกัน ก็มักจะกวาดต้อนชุมชนแต่ละหมู่เหล่าเข้าไปรวมไว้เพื่อเป็นกำลังและแรงงานของฝ่ายตน ทำให้กลุ่มชนไทลื้อ ไทเขิน ไทยอง ไทยวน และไท อื่นๆ ฯลฯ เหล่านี้ พบเห็นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เนื่องจากกลุ่มชนเหล่านี้ ต่างมีความผูกพันกับวิถีอาชีพและประเพณีของหมู่ตน จึงมักเรียกขานและตั้งชื่อหมู่บ้านของตนในที่แห่งใหม่ เหมือนชื่อถิ่นที่อยู่เดิมที่ได้จากมา ชื่อหมู่บ้านและชื่อตำบล จึงมีชื่อซ้ำซ้อนให้เห็นกันอยู่ทั่วไปในหลายจังหวัดภาคเหนือและภาคอิสาน หมู่ชนเหล่านี้ที่พำนักอาศัยอยู่ในภาคเหนือและอิสานตอนบนของประเทศไทยจึงถูกเรียกโดยรวมว่า ไทยเหนือ

          อย่างไรก็ดี จากภาพรวมทั้งหมดแยกออกได้เป็นสองกลุ่ม ต่างเรียกกลุ่มตนว่า คนเมือง ซึ่งหมายถึงทุกกลุ่มที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และ คนไต (ไตหลวง หรือ ไทใหญ่) ซึ่งหมายถึงกลุ่มที่อาศัยอยู่นอกประเทศไทย รวมถึงกลุ่มชนที่พำนักอาศัยอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนชนชาวเขาเผ่าต่างๆ อาทิ ละว้า (ลัวะ) เชื่อว่าเป็นชนเผ่าท้องถิ่นดั้งเดิมอยู่ก่อนใครอื่นในดินแดนแถบนี้ กะเหรี่ยง มีถิ่นที่อยู่แน่นอนเป็นอาณาจักรดั้งเดิมมาแต่โบราณตามทิวเขาถนนธงไชยด้านทิศตะวันตกของประเทศไทย เป็นสายย่อยของชนเชื้อสายพม่า หลังจากที่ประเทศสยามในสมัยรัชการที่ 5 ได้ร่วมกำหนดเส้นแบ่งเขตแดนกับประเทศอังกฤษ เหล่าชาวกะเหรี่ยงที่อยู่อย่างกระจัดกระจายตามแนวเขตชายแดนไทยได้อพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาในเขตชั้นใน ตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยเป็นหมู่บ้านกลุ่มย่อยๆ ตามป่าเขา ส่วน ชาวเขาเผ่าอื่นๆ นั้น ล้วนอพยพมาจากประเทศเมียนมา ได้เข้ามาพำนักอาศัยอยู่ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยไม่เกิน 250 ปี ชนเผ่าที่เข้ามาหลังสุด คือ ม้ง ได้อพยพมาจากประเทศลาวและประเทศจีนตอนใต้ และชนเผ่า เย้า (เมี่ยน) อพยพมาจากประเทศจีนตอนใต้เช่นกัน ทั้งสองชนเผ่านี้เข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยประมาณร้อยกว่าปี

          การอพยพเข้ามาของชนเผ่าต่างๆ ล้วนหลบหนีภัยสงคราม หรือไม่ก็ถูกขับจากถิ่นที่อยู่เดิม เมื่อได้เข้ามาปักหลักสร้างถิ่นฐานในประเทศไทย จึงมีส่วนสร้างสีสันให้ถิ่นไทยเหนือมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ต่างอยู่รวมกันเป็นชุมชนเล็กๆ กระจัดกระจายไปทั่วตามป่าเขาและดอยสูง ดำรงชีพด้วยการทำเกษตร หาของป่า ส่วนใหญ่นับถือผี มีบ้างที่นับถือศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์ แต่มีสิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกันทุกเผ่า คือ ความยึดมั่นถือมั่นในหลักปฏิบัติ ประเพณี พิธีกรรม และรูปแบบของสีสันอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเครื่องแต่งกายเผ่าตน เผ่าใครเผ่ามัน จึงจำแนกแยกแยะได้จากอาภรณ์ที่สวมใส่ ประหนี่งเป็นเครื่องแบบแห่งเชื้อชาติ แสดงออกบอกให้รู้ถึงเผ่าพันธุ์



ภาพจาก Internet ละว้า (ลัวะ) ชนเผ่าดั้งเดิมอยู่อาศัยก่อนที่ชนเผ่าไต หรือ ไท ได้เคลื่อนย้ายลงมายืดครอง



ภาพจาก Internet: Credit www.matichon.co.th เด็กสาวในชุดอาภรณ์ของชนเผ่าต่างๆ ในภาคเหนือของประเทศไทย



ภาพจาก Internet ชาวเขาเป็นครอบครัวย่อย อยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านเล็กๆ บนดอยสูงใกล้แหล่งน้ำ



ภาพจาก Internet หญิงสาวชนเผ่าไตอย่า ในชุดประจำเผ่า จังหวัดเชียงราย



ภาพจาก Internet หญิงสาวชนเผ่าไตอย่า สดใส สวยงาม



ภาพจาก Internet หญิงสาวชนเผ่ากะเหรี่ยงดาราอัง (ปะหล่อง) ในชุดประจำเผ่า



ภาพจาก Internet หญิงชนเผ่ากะเหรี่ยงดาราอัง (ปะหล่อง)



ภาพจาก Internet: Credit Matador Network by Victoria Vorreiter หนุ่มสาวชนเผ่าอาข่า ในชุดประจำเผ่า



ภาพจาก Internet: Credit Matador Network by Victoria Vorreiter บนดอยมีลูกมากย่อมดีแน่ เพราะลูกคือแรงงานในอนาคตของครอบครัว



ภาพจาก Internet: Credit Adventure Nam หากหญิงใดไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ จะมีปัญหา



ภาพจาก Internet ลูกสาวคนโตต้องมีหน้าที่ดูแลน้องๆ



ภาพจาก Internet ลูกทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชายล้วนเป็นกำลังของครอบครัวในอนาคต



ภาพจาก Internet เกษตรกรรม อาชีพหลักของทุกชนเผ่าในแอ่งดอยและหุบเขา



ภาพจาก Internet ข้าวไร่ คือพืชหลักต้องปลูกเพื่อให้มีกิน



ภาพจาก Internet การปลูกข้าวไร่ เป็นวัฒนธรรมของทุกชนเผ่า



ภาพจาก Internet ทุกชนเผ่าปลูกและบริโภคข้าวเจ้า ต่างจากชาวไทเหนือและชาวลาวปลูกและบริโภคข้าวเหนียว



ภาพจาก Internet: Credit www.northernthaitravel.com ชีวิตไม่เร่งรีบ อยู่กับธรรมชาติที่ร่มรื่นเย็นสบาย



ภาพจาก Internet ปุยฝ้าย เส้นใยกันชง และ ไหมพรม เป็นวัตถุดิบใช้ถักทอเสื้อผ้าอาภรณ์



ภาพจาก Internet: Credit canvas-of-light.com กี่เอว เป็นเครื่องมือใช้ในการทอผ้าของชาวเขาและชนเผ่าทั้งหลาย



ภาพจาก Internet ผ้าทอจากกี่เอว หน้าแคบแต่ลวดลายโดดเด่นเฉพาะตัวของผู้ทอ



ภาพจาก Internet: Credit Amazing Thailand www.bookthailandnow.com แม่บ้านต้องรับผิดชอบเสื้อผ้าอาภรณ์ของครอบครัว



ภาพจาก Internet เสื้อผ้าใหม่จะได้สวมใส่ก็แต่งานบุญงานมงคล และ โอกาสพิเศษเท่านั้น



ภาพจาก Internet: Credit Andrea Sanchez ช้างเป็นทั้งสัตว์เลี้ยง สินทรัพย์ และเครื่องมือประกอบอาชีพของชาวกะเหรี่ยง



ภาพจาก Internet บนดอยไม่มีธนาคาร จำต้องเก็บออมด้วยการเลี้ยงหมู ดั่งเป็นกระปุกออมสินของครอบครัว



ภาพจาก Internet หญิงสาวต้องเลี้ยงหมู ขุนให้อ้วน เพื่อจะได้ใช้ปรุงอาหารเลี้ยงแขกในวันแต่งงาน



ภาพจาก Internet บนดอยสูงอากาศเย็นจัด สัตว์ใหญ่เลี้ยงได้ก็แต่หมูและควายเท่านั้น



ภาพจาก Internet ชาวกะเหรี่ยงทำเกษตรปลูกข้าวบนนาขั้นบันได อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่



ภาพจาก Internet การไถดะไถคราด ด้วยแรงงานควายยังพอมีให้เห็นในชนบทห่างไกล



ภาพจาก Internet ผักกาดคุณภาพปลูกในโรงเรือนเพื่อส่งขาย ที่ไม่งามแจกแบ่งปันระหว่างครัวเรือน



ภาพจาก Internet หลักคิดของชนเผ่า มีน้อยต้องประหยัด มีมากเหลือใช้ให้แบ่งปัน



ภาพจาก Internet ในลำห้วยบนดอยสูง ปลาตัวไม่โตไปกว่านี้



ภาพจาก Internet เครื่องครัวแบบง่ายๆ คือ ปล้องไม้ไผ่ ใบตอง ใบไม้ หาได้ใกล้ตัว



ภาพจาก Internet: Credit thainews.psd.go.th บนดอยไม่มีไฟฟ้า ไม่มีโรงสี ต้องตำข้าว กินข้าวกล้องทุกมื้อ



ภาพจาก Internet ไม้ฟืนเก็บจากไม้ขอนนอนไพร ต้นไม้ที่ล้มแห้งตายเอง



ภาพจาก Internet บนดอยสูงไม้ฟืนหายาก แม้ทรากเศษต้นข้าวโพดก็ต้องนำมาใช้จุดไฟหุงอาหาร



ภาพจาก Internet คนอยู่กับป่าหากใช้ไม้ฟืนมากเกินความจำเป็น อาจกลายเป็นผู้ทำลายป่า



ภาพจาก Internet: Credit karenhilltribes.org.uk ทุกชนเผ่าจะตั้งครัวหุงปรุงอาหารที่มุมหนึ่งของเรือนพักอาศัย



ภาพจาก Internet หญิงชาวเย้า ในชุดเจ้าสาว



ภาพจาก Internet กลุ่มหนุ่มสาวชาวเย้า



ภาพจาก Internet: Credit www.stolaf.edu/people/learning/interim98.htm กินอยู่อย่างเรียบง่าย สำรวม ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่มั่งคั่ง แต่ก็ไม่แร้นแค้น



ภาพจาก Internet ชาวเย้า มีความสามารถในการเย็บปักถักร้อยเป็นเลิศ



ภาพจาก Internet แม้นว่างจากงานหรือระหว่างพูดคุยวิสาสะ มือทั้งสองข้างยังคงง่วนอยู่กับงานเย็บปักถักร้อย



ภาพจาก Internet หญิงชาวเขาทุกคนต้องเรียนรู้งานเย็บปักถักร้อยแต่เยาว์วัย



ภาพจาก Internet ต้องเรียนรู้ หัดขีดเขียนลายปักผ้าประจำเผ่า



ภาพจาก Internet ทุกชนเผ่ามีรูปแบบลายปักและลวดลายเฉพาะ รักษาปฏิบัติสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น



ภาพจาก Internet จากฝีเข็มบรรจงปักด้วยเส้นไหม หรือ เส้นด้าย เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ



ภาพจาก Internet จนเป็นลวดลายต่อเนื่อง สวยงาม มีเอกลักษณ์ ด้วยความมุ่งมัน พากเพียร อดทน



ภาพจาก Internet แบ่งปันภายในเครือญาติ ที่เหลือใช้จะขายเป็นรายได้เสริม



ภาพจาก Internet เครื่องดนตรีของชาวเขา เป็นเครื่องเป่าทำจากปล้องไม้ไผ่ กลองเล็ก และฉาบ



ภาพจาก Internet ชาวม้งกำลังเป่าแคนม้ง ในงานวัฒนธรรมชนเผ่า



ภาพจาก Internet แม้นห่างไกลความเจริญไม่หรูหรา แต่คุณภาพชีวิตไม่ด้อยกว่าใคร



ภาพจาก Internet: Credit Breakaway Backpacker เด็กหญิงชาวม้ง ดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่



ภาพจาก Internet: Credit tieandtothailand.com กลุ่มเด็กหญิงชาวม้ง ดอยม่อนแจ่ม จังหวัดเชียงใหม่



ภาพจาก Internet หญิงชาวลาหู่ จังหวัดเชียงใหม่



ภาพจาก Internet: Credit costumeplanet.blogspot.com หญิงสาวชาวลีซอ จังหวัดเชียงใหม่



ภาพจาก Internet ครอบครัวชาวลีซอกำลังง่วนอยู่กับงานหัตถกรรม



ภาพจาก Internet ชาวลีซอ เป็นชนเผ่าที่มีร่างกายสูงระหงกว่าชนเผ่าอื่น



ภาพจาก Internet กลุ่มชาวลีซอ ในงานชุมนุมชนเผ่า



ภาพจาก Internet: Credit รักษ์อาข่า http://pic.me/show147394522 หญิง ชาวอาข่าและเด็กในกระต๊อบบนดอยสูง จังหวัดเชียงราย



ภาพจาก Internet หญิงชาวอาข่า ในกระต๊อบบนดอยสูง จังหวัดเชียงราย



ภาพจาก Internet: Credit A.P. Soe เด็กหญิงชาวอาข่า กำลังดับกระหายจากน้ำที่บรรจุในลูกน้ำเต้า



ภาพจาก Internet ต้นชาปลูกมาแต่โบราณ ใบสดปรุงอาหาร หมักทำเป็นเมี่ยงไว้อม ใบแห้งชงชาดื่มช่วยให้สดชื่น



ภาพจาก Internet: Credit bluevoyage.com หญิงชาวอาข่า กำลังตวงข้าวเปลือกลงกระสอบเพื่อเก็บใว้กิน



ภาพจาก Internet หญิงชาวอาข่า กำลังตากเมล็ดกาแฟอาราบีก้า พืชเศรษฐกิจพื้นที่สูง



ภาพจาก Internet เครื่องประดับ บ่งบอกถึงความมั่งคั่งของผู้สวมใส่



ภาพจาก Internet หญิงชาวม้ง ในชุดเครื่องแต่งกายประจำเผ่า



ภาพจาก Internet: Credit newsletter.detaphilambda.org หญิงชาวม้ง ในชุดเครื่องแต่งกายประจำเผ่าหลากสี



ภาพจาก Internet หญิง Flower Hmong ชาวม้งเผ่าย่อย ประเทศเวียดนาม



ภาพจาก Internet ผู้สูงอายุ ผู้อาวุโสจะเป็นแก่เป็นหมอบ้าน กำกับดูแลจารีตประเพณี



ภาพจาก Internet ยาพื้นบ้าน ยางฝิ่นดิบละลายน้ำดื่มแก้ปวดท้อง ใบยาสูบผ่านกระบอกน้ำแก้เครียด ผ่อนคลาย



ภาพจาก Internet สิ่งเสพติดจากพืชต้องห้าม ไม่ทำลายคุณภาพชีวิตหากรู้จักใช้ประโยชน์ทางยา



ภาพจาก Internet ฝิ่นและกัญชาเป็นของต้องห้ามผิดกฏหมาย ในอนาคตจะเป็นยารักษาโรคมะเร็ง อัลไซเมอร์ และ พากินสัน ฯลฯ
ชาวเขาและชนเผ่าที่รู้จักใช้พื้ชต้องห้ามเหล่านี้เป็นยา ไม่มีปัญหาน้ำตาลในเลือด ไม่มีปัญหาความจำเสื่อมเมื่อแก่ เขาเหล่านั้นล้วนเป็นผู้มีอารมณ์ดี



ภาพจาก Internet พวกเราเกิดบนดอย อยู่ทำมาหากินบนดอย แก่เฒ่าก็ขอตายบนดอย



ภาพจาก Internet ในอดีต ชาวม้งบางกลุ่มเคยขัดแย้งกับทางการ จากความหลงผิด ฝักไฝ่ ปลุกระดม ถึงขั้นสู้รบล้มตาย



ภาพจาก Internet ผลลัพธ์ คือ ความสูญเสีย ทุกข์ยากแสนสาหัส พลัดพรากจากถิ่นที่อยู่



ภาพจาก Internet: Credit Gomew co.Ltd Mr.Nateewa Thakham สีสันของอาภรณ์ ลวดลาย รูปแบบ คือเอกลักษณ์ตัวตนชนเผ่า



ภาพจาก Internet: Credit Wikipedia Yashiwong เด็กสาวคนเมือง ในชุดช่างฟ้อน



ภาพจาก Internet: Credit thainame.net/weblampang/fourthai/page2/nort.html หญิงสาวคนเมือง จังหวัดลำปาง



ภาพจาก Internet: Credit FACEBOOK แอดมินคำ หญิงสาวไตลื้อในสิบสองปันนา แต่งชุดไทลื้อของไทย



ภาพจาก Internet ชาวไทลื้อ บนผืนนาของตนในภาคเหนือของประเทศไทย



ภาพจาก Internet หญิงสาวในชุดไทลื้อ เตรียมดอกบัวเพื่อนำไปถวายวัด



ภาพจาก Internet: Credit www.phayao.go.th ขบวนแห่เครื่องไทยทานของชาวไทลื้อ



ภาพจาก Internet: Credit lpptourism.org หญิงสาวชาวไท กำลังทอผ้าด้วยกี่ยันด้วยเท้า



ภาพจาก Internet credit:www.toochonlove.com อาภรณ์ชุดแต่งกายสีสันต์สดใสสตรีชาวไต พบเห็นได้ในงานประเพณี เทศกาลงานบุญ



ภาพจาก Internet หญิงสาวชาวไต สิบสองปันนา คุนหมิง ประเทศจีน



ภาพจาก Internet หญิงชาวไตลู ประเทศลาว



ภาพจาก Internet หญิงชาวไตลู ประเทศเวียดนาม



ภาพจาก Internet เอกลักษณ์ของหญิงไทเหนือและไทอิสาน คือ นุ่งผ้าซิ่น



ภาพจาก Internet: Credit sirojsfiles.wordpress.com เด็กในท้องถิ่นทุรกันดาลห่างไกล ต้องเรียนและอยู่อย่างเรียบง่าย



ภาพจาก Internet ธรรมชาติและสภาพแวดล้อม หล่อหลอมให้เด็กทุกคนต้องมีความเข้มแข็ง



ภาพจาก Internet สองแม่อุ้ย ในชุดแต่งกายปรกติด้วยเสื้อม่อฮ่อมซิ่นตีนจก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่



ภาพจาก Internet ลูกผู้หญิงคนโตต้องดูแลน้องๆ เมื่อโตขึ้นจะเป็นผู้ครองเรือน พี่น้องผู้ชายหากแต่งงานต้องออกจากเรือน



ภาพจาก Internet วัฒนธรรมไทเหนือและลาว สตรีเป็นใหญ่ในบ้าน การจัดการเงินทองและค้าขายจึงเป็นหน้าที่ของสตรี


          พื้นที่ในจังหวัดแม่ฮองสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง ตาก ตลอดจนบางส่วนของประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์ และ กำแพงเพชร ล้วนเป็นหลักแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวไทยเหนือ เพราะประชากรในท้องถิ่นเหล่านี้ พูดภาษาไทยเหนือ อาหารการกิน ประเพณี หลักปฏิบัติทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ยึดถือสืบต่อเนื่องกันมาช้านาน เป็นที่กล่าวขานว่า ถิ่นไทยเหนือ ประเพณีที่โดดเด่น และ มีความสำคัญอย่างยิ่งคือ ประเพณีปี๋ใหม่เมือง (สงกรานต์) ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่มาแต่โบราณกาล เมื่อเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว ทุกบ้านจึงมีเวลาดูแลตัวเอง ซ่อมแซมบ้านช่องห้องหอ มีเวลาคิดถึงวงศาคณาญาติ ถือเป็น วันรวมญาติที่สำคัญ ใครที่อยู่แห่งหนตำบลใดถึงจะอยู่ห่างไกลแค่ไหน จะต้องกลับบ้านเพื่อไหว้บรรพบุรุษ ผีบ้าน ผีเรือน สรงน้ำดำหัวผู้อาวุโสและผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ซื้อหาเสื้อผ้าใหม่เพื่อมอบให้แก่ผู้เฒ่าผู้แก่ ทำความสะอาดบ้านเรือนวัดวาอาราม สรงน้ำพระด้วยน้ำขะมิ่นส้มป่อย จากนั้นชวนกันเล่นสาดน้ำทั้งหญิงและชาย เพื่อสร้างความสามัคคีภายในชุมชน


ภาพจาก Internet: Credit Amazing Thailand e-Magazine Los Angeles ปี๋ใหม่เมือง สงกรานต์เมืองเหนือ



ภาพจาก Internet สงกรานต์เมืองเหนือ ปักตุงที่วัดเพื่อสื่อกับสวรรค์


          ก่อนเข้าพรรษา บ้านใดที่มีเด็กชายอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องบวชเรียน ชาวไต และ ชาวไทยเหนือ จะไม่รีรอ พ่อแม่จะทุ่มเทยอมใช้จ่ายเพื่อการนี้ เพราะเชื่อว่าได้บุญมาก ยิ่งเป็นเด็กเล็กบวชเณร ยิ่งให้ความสำคัญมากกว่าการบวชพระ เพราะเด็กมีความบริสุทธิ์มากกว่าผู้ใหญ่ พิธีกรรมจึงมีสีสัน สนุกสนาน เอิกเกริก ครึกครื้น การบวชของชาวไตเรียกว่า ปอยส่างลอง ส่วนชาวไทยเหนือเรียกว่า บวชลูกแก้ว

          ฤดูนี้เป็นฤดูฝน ฤดูทำนา ซึ่งประชากรส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม ไม่ว่าหญิงหรือชายจะง่วนอยู่ในเรือกสวนไร่นา ปลูกข้าว ปลูกพืชไร่ ทั่วทุกหนแห่งจึงเขียวขจี อุดมสมบูรณ์ด้วยการชลประทานด้วยระบบลำเหมืองจากฝายน้ำล้น ซึ่งมีมาแต่ในอดีตโดยพระเจ้าเม็งรายกษัตริย์แห่งลานนา ผู้ซึ่งได้กำหนดเป็นกฏหมายบัญญัติไว้ในมังรายศาสตร์ แม้นเป็นระบบชลประทานมีมาแต่โบราณ ก็เหมาะสมเข้ากันได้ดีกับเกษตรกรรมสมัยใหม่ ปัจจุบันนี้ ได้เป็นแบบอย่างให้พื้นที่ในภูมิภาคอื่นๆ ได้นำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาและอนุรักษ์พื้นที่ป่าและการเกษตร อาทิ ฝายขนาดย่อมสำหรับลำน้ำขนาดเล็กที่ชาวไทยภาคกลางเรียกว่า ฝายแม้ว



ภาพจาก Internet: วัดเป็นศูนย์กลางจิตวิญญาณ ศิลปะ วัฒนธรรม ของชุมชน



ภาพจาก Internet: Allen's World ปอยส่างลอง งานบวชลูกแก้วของ ชาวไตและชาวไทเหนือ



ภาพจาก Internet ขบวนแห่เครื่องไทยทานของชาวไต



ภาพจาก Internet: Credit www.globerrovers.com วิหารไม้สักและเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมของวัดโลกโมฬี จังหวัดเชียงใหม่



ภาพจาก Internet ในวิหารไม้ ไม่โอฬาร สงบแต่สง่า เอกลักษณ์ของลานนาไทย



ภาพจาก Internet: Credit Amazing Thailand Archive, K. Jamikorn Srinum เณรน้อยในชนบทออกบิณฑบาตท่ามกลางสายหมอก จังหวัดแม่ฮ่องสอน



ภาพจาก Internet: Credit Kim Kavin ชาวนากับแปลงนาที่ตนได้ทุ่มเทเพื่อปลูกข้าวเหนียว



ภาพจาก Internet: Credit Amazing Thailand Archive, K.@tanawatpee ทุ่งนาเต็มไปด้วยต้นข้าวเขียวขจี และ รวงข้าวสีทองพร้อมเก็บเกี่ยว



ภาพจาก Internet เกวียนเทียมโค พาหนะล้อเลื่อนในภาคเกษตรกรรมของชาวไทเหนือ



ภาพจาก Internet ขัวแตะ สะพานลำลองผูกจากลำไม้ไผ่ ถ้าน้ำหลากจะถูกพัดพาไป น้ำลงเมื่อใดก็จะหาลำไม้ไผ่มาผูกทำใหม่


          เมื่อออกพรรษาสิ้นหน้านา เริ่มการเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตร ชาวบ้านมีรายได้จากการที่ได้ลงทุนลงแรง หมดฝนอากาศเริ่มเย็น ย่างเข้าฤดูหนาว ใครทุนหนาฐานะดีก็เตรียมตัวทอดกฐิน ระดับชาวบ้านก็รวมตัวชวนกันทอดผ้าป่า ถึงเป็ง (คืนเพ็ญ) เดือนสิบสอง ประเพณียี่เป็ง (ลอยกระทง) ชาวไทยเหนือจะให้ความสำคัญรองจากประเพณีปี๋ใหม่เมือง (สงกรานต์) ชาวบ้านต่างไม่รีรอจัดหาต้นกล้วย ต้นอ้อย ทางมะพร้าว ทำซุ้มประตูป่า ประดับโคมไฟที่ประตูรั้ว หน้าบ้าน เรือนชาน ประตูทางเข้าวัด ทางเข้าหมู่บ้าน ระหว่างเวลากลางวันวัดวาอารามต่างปล่อยโคมลอยกระดาษลูกใหญ่ติดประทัด ส่วนในเวลากลางคืน ทุกบ้านจะจุดโคม ผางประทีป รอบเรือนชาน ทุกวัดจะปล่อยโคมไฟ จุดผางประทีปรอบอุโบสถ โบส วิหาร เรียงรายรอบกำแพง จุดดอกไม้ไฟสว่างไสว ตอนหัวค่ำผู้สูงอายุคนแก่คนเฒ่า จะชวนคนหนุ่มคนสาวเข้าวัด ฟังเทศน์ฟังธรรม จากนั้นชวนกันไปลอยกระทงที่ทำจากลำต้นหรือกาบกล้วยในแม่น้ำ ใส่ดอกไม้ จุดธูปเทียน ตัดเล็บ ตัดปลายผม เศษสตางค์ ใส่ลงไปในกระทง เพื่อลอยทุกข์ลอยโศก สะเดาะเคราะห์ไปกับสายน้ำ บางแห่งในจังหวัดลำพูนผู้คนจะแต่งกระทงขนาดใหญ่ใส่ข้าวของเครื่องใช้ ลงลอยในแม่น้ำ เรียกว่า ล่องสะเปา นัยว่าส่งไปให้บรรพบุรุษชาวมอญในอดีตที่ได้อพยพหนีโรคระบาด โยกย้ายจากหริภุญไชยเมื่ออดีตกาลไปอยู่ต่างแดนในเมืองหงสาวดีประเทศเมียนมา

          ลอยกระทงเป็นประเภณีที่สืบทอดมาจากประเภณีแสงสีของอินเดีย เนื่องจากศาสนาพุทธและศาสนาฮินดูมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องการบูชาสายน้ำ

          พิธีกรรม "ลอยกระทง เพื่อขอขมาแม่คงคาหรือสายน้ำ" เป็นของคนไทยภาคกลาง ส่วนชาวไตหรือไทเหนือ มีพิธีเกี่ยวกับสายน้ำคือ พิธีเลี้ยง ผีฝาย ผีน้ำ กระทำในช่วงก่อนฤดูฝน ที่ฝั่งแม่น้ำ เหมืองฝาย เขื่อนใหญ่ ก่อนฤดูการทำนาปี


ภาพจาก Internet: Credit siamzone.com K.ถปรร ฟ้อนเล็บ หรือ ฟ้อนเงี้ยว นำขบวนทอดกฐิน ผ้าป่า งานบุญต่างๆ



ภาพจาก Internet: Credit facebook.com/rigo.junjao ชาวไต และ ไทเหนือ ทุกหมู่เหล่ามีศรัทธาและยึดมั่นในจารีตประเพณีของตน



ภาพจาก Internet ชาวไทเหนือ นำต้นเงินไปถวายวัดในหมู่บ้าน



ภาพจาก Internet: Credit Plearn Jai Nai Fun ยี่เป็ง (ลอยกระทง) เป็นพิธีกรรม เกี่ยวกับ ประทีป และ สายน้ำ



ภาพจาก Internet: Credit Amazing Thailand Archive ลอยกระทงสายในแม่น้ำปิง จังหวัดตาก



ภาพจาก Internet: Credit Wikipedia John Shedrick-Flkr: loi_krathong ครอบครัว คนเมือง กำลังลอยกระทงที่ริมฝั่งแม่น้ำปิง จังหวัดเชียงใหม่


          ในสมัยก่อนเมื่อหมดหน้านาสิ้นฤดูฝน ชาวบ้านจะรวมตัวกันเป็นคณะใหญ่เดินทางไกลรอนแรมเพื่อไปสักการะพระเจดีย์ที่ชาวไทยและชาวมอญเรียกว่า พระธาตุมุเตา ชาวไทยเหนือเรียกว่า พระธาตุตะโก้ง ณ เมืองหงสาวดี ประเทศเมียนมา ปัจจุบันชาวมอญเรึยกเมืองนี้ว่า Pegu หรือ พะโค ทางการเมียนมาเรียกว่าเมือง Bago พระธาตุมุเตาแห่งนี้ ชาวเมียนมาเรียกว่า มหาเจดีย์ ชะเวเมาดอ พะยา Shwemawdaw Paya ซึ่งเป็นเจดีย์เก่าแก่ที่สุด และ สูงที่สุดในประเทศเมียนมา ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหงสาวดี ในการเดินทางไปแต่ละครั้ง ชาวไทยเหนือทุกคนจะนำพระพุทธรูปแกะสลักจากไม้สักองค์เล็กขนาดโตไม่เกินฝ่ามือติดตัวไปด้วย เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และเพื่อเป็นการรำลึกถึงบรรพบุรุษในอดีตที่ได้อพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัย ณ เมืองหงสาวดีแห่งนี้ และ มีอีกกลุ่มหนึ่งร่วมเดินทางไปด้วยเสมอเพื่อรำลึกถึงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษที่ถูกกวาดต้อนไปเมื่อครั้ง พระเจ้าบุเรงนอง ได้ยกกองทัพมายึดครองเมืองเชียงใหม่และหัวเมืองฝ่ายเหนือเมื่อ 400 กว่าปี ปัจจุบันนี้ ยังปรากฎหลักฐานพระพุทธรูปแกะสลักจากไม้สักเหล่านี้จำนวนมากที่วัดพระธาตุมุเตา ซึ่งทางวัดได้เก็บรักษาไว้เพื่อชนรุ่นหลังได้รับรู้ว่าชาวไทยเหนือในอดีตได้ให้ความเคารพนับถือพระเจดีย์มุเตาแห่งนี้


ภาพจาก Internet พระธาตุมุเตา (ตะโก้ง) Shwemawdow Paya ประเทศเมียนมา


          เมื่อครั้งที่พระเจ้าบุเรงนองยึดครองแผ่นดินลานนา ได้ทรงแต่งตั้งให้ราชบุตรทรงพระนาม เม็งชานรธามังดุย เป็นอุปราชมาปกครองนครเชียงใหม่ กินอาณาเขตถึงเชียงตุง ได้ปกครองระหว่างปี พ.ศ. 2122 - 2150 เป็นเวลา 28 ปี ก็เสด็จทิวงคต จึงได้มีการก่อสถูปเจดีย์บรรจุอัฐิ บริเวณที่เป็นป่าไผ่ และให้สร้างเป็นวัด ชื่อ วัดเวฬุวนาราม (วัดกู่เต้า)

          ตามคติของพม่าแต่โบราณ คือ อัฐิของราชวงศ์ชั้นสูงจะถูกบรรจุในสถูปเจดีย์รูปทรงบาตรคว่ำเรียงซ้อนกันหลายๆ ชั้นจากฐานลดหลั่นขึ้นไป แต่ละชั้นมีซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูป ตัวสถูปเจดีย์ตั้งอยู่บนฐานสูงย่อเก็จ ปลายยอดจะเป็นฉัตรหลายชั้นแบบเจดีย์ศิลปะมอญ โดยที่ทรงดำรงตำแหน่งอุปราช สถูปเจดีย์แห่งนี้จึงเป็นรูปทรงบาตรคว่ำ 5 ชั้น ซึ่งสถูปเจดีย์รูปทรงบาตรคว่ำนี้ มีให้เห็นในประเทศเมียนมาหลายแห่ง ที่กรุงย่างกุ้งก็มีให้เห็นสถูปเจดีย์รูปทรงบาตรคว่ำ 3 ชั้น อยู่ในวัดเล็กๆ แห่งหนี่ง รูปลักษณ์ แบบ และ โครงสร้างไม่ต่างไปจากสถูปเจดีย์วัดกู่เต้า จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่า จำนวนชั้นของรูปทรงบาตรคว่ำ เป็นตัวบ่งบอกให้รู้ถึงลำดับชั้นของฐานันดร

          เหตุที่ชาวเหนือเรียกชื่อว่า วัดกู่เต้า คือ กู่ = เจดีย์ที่บรรจุอัฐิ ส่วนคำว่า เต้า มาจากคำวา มะเต้า = ผลแตงโม โดยรวมคือ เจดีย์บรรจุอัฐิรูปทรงแตงโม

          วัดเวฬุวนารามแห่งนี้ถือเป็นวัดพม่าแห่งแรก และ เป็นวัดพม่าแท้ที่สร้างโดยราชสำนักพม่า มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปศิลปะพุกาม พระเจ้าระแข่งหลวง ปางมารวิชัยทรงเครื่องกษัตริย์ สง่างาม และ เป็นวัดหลวง ศูนย์กลางศาสนาพุทธ มีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ผู้มีอาวุโสสูงสุด เป็นผู้กำกับดูแลคณะสงฆ์ในลานนาทั้งหมด ส่วนวัดพม่าอื่นๆ ในภาคเหนือล้วนสร้างโดยพ่อค้าคหะบดีชาวพม่า และ ชาวไทยใหญ่ ซึ่งมีพระประธานล้วนก่ออิฐสอปูนเป็นส่วนใหญ่ จากนั้นมา สถาปัตยกรรมในภาคเหนือจึงผสมผสานศิลปะและวัฒนธรรมพม่า เช่น จีวรพระสงฆ์ใช้สีกลัก ประเพณีสงกรานต์ และอื่นๆ


ภาพจาก Internet เจดีย์ วัดเวฬุวนาราม (วัดกู่เต้า) และพระพุทธรูปพระเจ้าระแข่งหลวง จังหวัดเชียงใหม่



ภาพจาก Internet พระสิงห์ พระพุทธรูปศิลปเชียงแสน ในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่


          การละเล่นและการแสดง มักจะเป็นการฟ้อนที่เกี่ยวเนื่องในพุทธศาสนา และ พิธีกรรมต่างๆ ส่วนการรื่นรมย์ มักเป็นการเล่นดนตรีพื้นบ้าน ประเภท ดีด สี ตี เป่า โดยมีท่วงทำนองอ่อนโยนตามสภาพของถิ่นที่อยู่ ซึ่งแวดล้อมด้วยธรรมชาติของขุนเขาป่าไม้ อ่อนไหวนิ่มนวลไปตามแบบการไหลของสายน้ำ หรือเอื้อนเอ่ยเหมือนสายลมพริ้วไหว ไม่เร่งรีบ ตามวิสัย และ วิถีของสังคมเกษตร เครื่องดนตรีจึงผลิตจากวัสดุใกล้ตัว ส่วนใหญ่จะทำจากไม้ไผ่ ไม้เนื้อแข็ง กะลามะพร้าว ยกเว้นแต่ ฉาบ ฆ้อง ที่ทำจากโลหะ การละเล่นส่วนใหญ่จะบรรเลงโดยผู้ชาย กล่าวคือ เมื่อเสร็จงานหลังอาหารมื้อเย็น มักนิยมนำไปเล่นตอนหัวค่ำเพื่อเกี้ยวพาราสีที่ใต้ถุนบ้านผู้หญิง ซึ่งเป็นลานกว้างสำหรับทำงานด้านหัตถกรรม หรือไม่ก็ตั้งวงบรรเลงเป็นกลุ่มเล็กๆ เรียกว่า สะล้อซอซึง


ภาพจาก Internet: Credit Wat Khungtapao Local Music Museum, Uttaradit. การละเล่นดนตรีพื้นเมือง ไทเหนือ อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์



ภาพจาก Internet ขบวนแห่กลองปู่จาของชาวไตลื้อ



ภาพจาก Internet YouTube: Credit นายยุทธภูมิ นามวงศ์ การละเล่นตีกลอง ปู่จา จังหวัดพะเยา


          การละเล่นยอดนิยมของเด็กและผู้ใหญ่อีกสิ่งหนึ่งของชาวเหนือ คือ กีฬา ชนกว่าง ซึ่งกระทำกันในช่วงเดือนเข้าพรรษาเท่านั้น กว่าง หรือ แมงคาม เป็นแมลงปีกแข็ง ลำตัวขนาด 2 - 6 เซ็นติเมตร ตัวผู้มีเขายาวโง้งเข้าหากันสำหรับหนีบรัด ตัวเมียไม่มีเขา กินยอดอ่อนพืช หน่อไม้ กล้วยสุก ผลไม้ และลำอ้อย ช่วงเดือนพฤศจิกายน ตัวผู้จะตายหลังได้ผสมพันธ์ ส่วนตัวเมียเมื่อได้ออกไข่ในดินก็จะตายข้างๆ เนินดินที่ได้ออกไข่ไว้ จากนั้นไข่จะฟักตัวเป็นตัวหนอนหากินในดิน เมื่อโตได้ที่จะเข้าดักแด้ แล้วออกจากดักแด้เป็นตัวเต็มวัยจะขึ้นจากดิน รวมเวลาที่อยู่ในดินประมาณ 8 เดือน เมื่อขึ้นจากดินไม่ว่ากว่างตัวผู้หรือตัวเมียจะมุ่งออกหาอาหารและผสมพันธ์ และจะมีอายุอยู่ได้ไม่เกินเดือนพฤศจิกายน

          เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน คือ เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเดือนเข้าพรรษา ชาวบ้านจะงดเว้นกีฬาทุกชนิดที่ทรมาณสัตว์ เช่น ชนไก่ กัดปลา แต่ยกเว้นชนกว่าง เพราะแมลงกว่างจะมีก็เฉพาะในฤดูเข้าพรรษาเท่านั้น และ ด้วยธรรมชาติของแมลงกว่าง ตัวผู้จะเข้าชนกันด้วยการใช้เขาโง้งเข้าหนีบกันเพื่อแย่งผสมพันธุ์กับตัวเมียซึ่งไม่มีเขา การต่อสู้ไม่ถึงตาย ตัวผู้ที่ด้อยกว่าหรือแพ้มักหนีคู่ต่อสู้ ตัวผู้ที่ชนแพ้ก็จะถูกปล่อยให้เป็นอิสระ ส่วนตัวผู้ที่ชนชนะเมื่อถึงเดือนออกพรรษา เจ้าของจะหาตัวเมียมาให้ผสมพันธุ์ จากนั้นจะปล่อยทั้งตัวผู้และตัวเมียให้เป็นอิสระเพื่อไปไข่ขยายพันธุ์ต่อไป


ภาพจาก Internet: Credit ibtimes.com การเล่นชนกว่าง กีฬายอดนิยมของชาวเหนือในช่วงฤดูเข้าพรรษา


          อาหารการกินจะกระเดียดไปทางลาว และ พม่า ชาวเหนือทานข้าวเหนียวแบบลาว ส่วนชาวไต ไทยใหญ่ ส่วนใหญ่จะทานข้าวเจ้าแบบพม่า อาหารโดยรวมมีรสค่อนไปทางเค็มเผ็ดและเปรี้ยว อาหารพื้นๆ จะเป็นจำพวกผักพื้นบ้าน ผัดบ้าง ต้มบ้าง ยำบ้าง หากจะแกงก็ไม่ใส่กระทิ เนื้อสัตว์ก็พอมีบ้าง เมื่อก่อนนี้ หากจะมีการฆ่าหมู หรือ ล้มวัว ควาย จะต้องถามละแวกบ้าน ถ้าได้จำนวนผู้ที่ต้องการเนื้อสัตว์พอที่จะฆ่า จึงจะทำการฆ่า สุดยอดอาหารเนื้อสัตว์ก็คือลาบควาย โอกาสที่จะทำกินก็ต้องพิเศษจริงๆ ส่วนอาหารประเภทปลาไม่ค่อยนิยมนัก หากจัดงานเลี้ยงด้วยอาหารที่ทำจากปลา จะต้องทำแต่น้อย มิเช่นนั้นจะเหลือ ส่วนอาหารที่ทำจากเนื้อเป็ดนั้น ถือเป็นข้อห้าม เพราะมีคติความเชื่อว่าหากทานเนื้อเป็ดแล้วจะโกรธเคืองกัน อาหารที่มาจากไต หรือ ไทยใหญ่ ได้แก่ น้ำพริกอ่อง ขนมจีนน้ำเงี้ยว รสชาติที่ถูกต้อง ต้องไม่ใส่กระปิ น้ำปลา แต่จะใส่ ถั่วเน่าแข็บ ถั่วเน่าแผ่น (ทำจากถั่วเหลือง) และ เกลือ แกงฮินเลจะไม่ใช้ผงกะหรี่ แต่จะใช้ ผงมาสาลา (ผงฮินเล) ที่ใส่ผงกะหรี่ก็มีแต่ข้าวซอยซึ่งเป็นบะหมี่แกงของชาวมุสลิมยุนนาน ได้เข้ามาพร้อมกับการอพยพลี้ภัยของกองพล 93 ทหารจีนคณะชาติของเจียงไคเช็ค (ไต้หวัน) ซึ่งถูกกดดันจากกองทัพแดงของเหมาเซตุง ต้องถอยร่นเข้ามาลี้ภัยในพม่าและชายแดนไทยด้านจังหวัดเชียงราย ชนเหล่านี้ถูกเรียกรวมๆ ว่า จีนฮ่อ มากันเป็นครอบครัว มีทั้งผู้นับถือศาสนาอิสลามและพุทธแบบขงจื้อ ข้าวซอยรสดั้งเดิมจึงเป็นข้าวซอยเนื้อ หรือ ไก่ ไม่ใส่กระทิ ส่วนลาบเมืองเหนือต้องใช้เกลือ ปรุงรสด้วย พริกลาบผสมมะแขว่น หรือถ้าให้ออกรสจัดแบบเมืองแพร่ พริกลาบก็ต้องมี ดีปลี ผสมเล็กน้อย มะแขว่น เป็นสมุนไพรปรุงรสที่สำคัญ มีรสเผ็ดร้อนแต่หอม ใช้ดับคาวเนื้อสัตว์ และ ปรุงแต่งรสชาติของอาหารประเภทผัก เครื่องปรุงหลักเหล่านี้เป็นตัวกำหนดรสชาติ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอาหารเมืองเหนือ


ภาพจาก Internet: Credit Mark Wiens อาหารเหนือมื้อนี้ประกอบด้วย ข้าวเหนียว ยำจิ้นไก่ ลาบควายขั้ว แอ๊ปกุ้งฝอย น้ำพริกหนุ่ม เนื้อย่างจิ้นเกลือ



ภาพจาก Internet: Credit library.cmu.ac.th K.มณี พยอมยงค์ ขันโตก หรือ โตก สำรับอาหารของชาวเหนือ



ภาพจาก Internet ตลาดถนนคนเดินยามค่ำคืน อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน


          เมื่อก่อนนี้ การค้าขายตามแนวชายแดนด้านตะวันตก และ ทางเหนือที่ติดกับประเทศเมียนมาร์ ชาวพม่าใช้เงิน รูปี อินเดีย ของบริษัท East India Company เรียกโดยรวมว่า British India ซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคม เงินเหล่านี้ ชาวเหนือเรียกว่า เงินแถบ ชาวเขา และ ชนเผ่าต่างๆ มักจะนำเงินแถบเข้ามาแลกซื้อสินค้าในเมือง เงินแถบที่มี ค.ศ. ผลิตก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง จะมีส่วนผสมของโลหะเงินประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ช่างหัตถกรรมเครื่องเงินจึงใช้เงินแถบเหล่านี้หลอมทำของใช้ เครื่องประดับ เข็มขัด สายสร้อย กำไล แหวน ปิ่นปักผม ฯลฯ ขันเงิน ซึ่งเรียกว่า ขันสะหลุง ล้วนทำมาจากเงินแถบแทบทั้งสิ้น ขันสะหลุงจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กแค่ไหนอยู่ที่ว่าจะใช้เหรียญเงินจำนวนกี่แถบ เงินแถบเหล่านี้จึงมีใช้กันแพร่หลายมากในหมู่ชนชาวเหนือ ชาวเขา และ ชนเผ่า

          นอกจากใช้เป็นเงินตราสื่อกลางซื้อขายสินค้าชำระหนี้ และเป็นวัตถุดิบในการผลิตเครื่องประดับ ยังมีผลต่อวัฒนธรรมความเชื่อ แทบจะทุกบ้านต้องมีอย่างน้อยสองเหรียญ คือ เหรียญที่เป็นรูป ราชินี (Queen Victoria) และ เหรียญที่เป็นรูป กษัตริย์ (King William หรือ King George) หากบ้านใดมีคนป่วยไข้ ปวดหัวตัวร้อน จะใช้เหรียญเหล่านี้ทำพิธีเยียวยา กล่าวคือ ถ้าเป็นชายจะใช้เหรียญรูปกษัตริย์ แต่หากเป็นหญิงจะใช้เหรียญรูปราชินี ซึ่งส่วนใหญ่ก็มิได้แยกแยะว่าจะต้องใช้เหรียญราชินี หรือ เหรียญกษัตริย์ สักแต่ขอให้เป็นเหรียญเงินแถบเป็นใช้ได้ ผู้ที่มีอาการป่วยไข้ไม่ว่าเด็ก หรือ ผู้ใหญ่ หมอพื้นบ้านจะต้มไข่เป็ดหนึ่งฟองให้สุก ผ่าไข่ต้มฟองนั้นแล้วสอดเหรียญเงินแถบเข้าไปในระหว่างไข่แดงที่ถูกผ่า แล้วใช้ผ้าขาวบางห่อหุ้มไข่ฟองนั้นไว้ จากนั้นบริกรรมคาถาเป่าลงไปที่ไข่ฟองนั้น แล้วจึงนำไปถูลูบไล้ตามแขน ขา ศีรษะ และ ลำตัวของผู้ป่วย เมื่อได้ถูทั่วตัวดีแล้ว จึงคลี่ผ้าขาวออกดูที่ตัวเหรียญเงินแถบ หากผิวของเงินแถบเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ หมอพื้นบ้านผู้นั้นจะสันนิษฐาน และ ทายทักว่าคนไข้รายนี้ป่วยมากต้องเจาะปลายนิ้วด้วยเข็มเพื่อให้เลือดแห่งความป่วยไข้ไหลออกเพื่อขจัดโรค หลังจากที่เจาะเลือดออกเพียงเล็กน้อย ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกนึกคิดไปว่าความป่วยไข้ได้ถูกกำจัดปัดเป่าออกไปแล้ว ต้องนอนพักผ่อน เมื่อผู้ป่วยหายดีเป็นปรกติ ตัวผู้ป่วยหรือผู้ใหญ่จะนำสิ่งของหรือเงินจำนวนเล็กน้อยไปมอบให้แก่หมอพื้นบ้านผู้นั้นที่บ้านเพื่อเป็นค่าตอบแทน โดยบอกกล่าวว่ามาดำหัวท่านหมอฯ


ภาพจาก Internet เหรียญเงินรูปีจากประเทศอินเดีย เป็นเงินตราเรียกว่าเงินแถบ ใช้ในหมู่ชนชาวพม่า ไต และ ไทเหนือ


**********



ภาพจาก Internet: Credit bridgeworks thailand สวัสดี ค่ะ สวัสดี เจ้า



ภาพจาก Internet: Credit travelallwomenstalk.com หมู่ชน ขุนเขา ลำห้วย และสายน้ำ หากท่านได้มาเยือนสักครั้งจะประทับใจไม่รู้ลืม


**********


          ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ท่านสามารถนำข้อเขียน เนื้อหา ไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ต้องแจ้งแต่ประการใด ส่วนภาพประกอบในสาระน่ารู้เหล่านี้ได้คัดลอกมาจาก Internet Public Domains บางภาพอาจมีลายน้ำต้องคงไว้เป็นตัวอ้างอิงถึงที่มา และต้องให้ Credit แก่เจ้าของภาพ และ www.dandinth.com เพื่อประโยชน์ต่อการสืบค้น


กลับไปหน้าหลัก