กำเนิด ศาสนาเชน (Jainism) และ ศาสนาพุทธ (Buddhism)
ประมาณ 3,500 ปี หรือ 1,000 ปี ก่อนพุทธกาล ในประเทศอินเดีย ประชากรนับถือ และ มีความเชื่อ ลัทธิพระเวท (Veda) เชื่อในเทพเจ้าที่เกี่ยวข้องกับลมฟ้าอากาศของพวกอริยกะ (Indo-Aryans) ผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิมของชาวพื้นเมือง
ทราวิทะ (Dravidian) เรื่อง สังสารวัฏ การเวียนว่ายตายเกิด จากนั้น ได้พัฒนาเป็นศาสนาพราหมณ์ (Brahmanism) ยึดถือ คัมภีร์พราหมณะ คัมภีร์อารันยกะ และ อุปนิษัท เป็นหลัก
ครั้นต่อมา ประมาณสองพันกว่าปี ที่ผ่านมา ผู้คนเริ่มตื่นตัวต่อความเชื่อเดิมๆ ของ ลัทธิพระเวท มีผู้คิดค้นนำเสนอแนวคิด และ ลัทธิความเชื่อต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ล้วนมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือ ความหลุดพ้นของวิญญาณ เนื่องจากความเชื่อระบบ
พราหมณ์ (Brahmanical) ให้ความสำคัญ พิธีกรรม บูชาสรรเสริญพระเจ้า และ เทพเจ้าต่างๆ บูชายัญด้วยสัตว์ ตามหลัก และ ข้อกำหนดของ คำภีร์พระเวท (Vedic) มิได้ส่งเสริมทางจิต ประชาชนมองไม่เห็นคุณค่าแห่งชึวิต การสวดอ้อนวอน
สรรเสริญเทพเจ้า และ การถวายเครื่องสักการะ ล้วนก่อให้เกิดความสิ้นเปลือง ที่สำคัญอย่างยิ่ง การฆ่าสัตว์อย่างโหดร้าย เพื่อการบูชายัญ สร้างความสะเทือนใจแก่คนหมู่มาก ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงใฝ่หาหนทางอื่นที่ดีกว่า เพื่อช่วยปลดปล่อยวิญญาณได้พ้นทุกข์ ก่อให้เกิดลัทธิความเชื่อใหม่ๆ
อุบัติขึ้นมากมาย เช่น ศาสนาเชน ศาสนาพุทธ และ อื่นๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ปฏิรูปทางความคิดของคนอินเดีย ชักนำความเชื่อ และ ศรัทธาด้านจิตวิญญาณของผู้คนจำนวนมาก ให้ออกห่างจากลัทธิพระเวท
พราหมณ์เป็นผู้ผูกขาด ควบคุมการจัดพิธีกรรมต่างๆ กำหนดชนชั้น วรรณะ (Caste) ตั้งตนให้อยู่เหนือ ชนชั้นกษัตริย์ (Ksatriya) ผู้ซึ่งเป็นนักรบ และ ผู้ปกครองบ้านเมือง เหล่ากษัตริย์รู้สึกว่า ถูกพราหมณ์ฉกอำนาจ
นักปฏิรูปทางจิตวิญญาณในยุคนี้ ที่สำคัญโดดเด่นมากที่สุด และ ยังคงสถานะหลงเหลืออยู่มาถึงทุกวันนี้ ล้วนมาจากตระกูลกษัตริย์ พระปารศวะนาท (Parsvanath) พระมหาวีระ (Mahavira) และ พระโคตะมะ (Gotama)
ซึ่งพระปารศวะนาทเป็นพระองค์แรก ผู้ริเริ่มแนวคิดก่อน จากนั้น เวลาผ่านไปสองร้อยกว่าปี สองพระองค์หลังดังที่กล่าวมา ได้ปฏิบัติตาม เคลื่อนไหวสั่งสอนเผยแพร่แนวคิดความเชื่อใหม่ในแคว้น มคธ (Magadha) และ แคว้นใกล้เคียง โดยมีหลักการตรงกัน
คือ ต่อต้านพิธีกรรม และ การบูชายัญด้วยการฆ่าสัตว์ของระบบพระเวท
ความกล้าคิดกล้าทำเช่นนี้ เกิดจากหมู่ชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย บนเขตพื้นที่สูงแนวเขาหิมาลัย ซึ่งหมู่ชนเหล่านี้ ล้วนสืบเชื้อสายมาจาก มองโกล (Sino-Tibetan Mongoloid) ชนชาติผิวเหลือง ไม่ใช่เชื้อสาย
อริยกะ (Indo-Aryans) ต่างมีแนวคิด และ ปรัชญาของตน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมองว่าพราหมณ์ คือ ผู้แปลกแยก อ้างตนเป็นผู้รอบรู้ ติดต่อเทพเจ้าได้ ผูกขาดหนทางสู่ความสงบแห่งวิญญาณฯ
ความเชื่อใหม่ที่โดดเด่น คือ ลัทธิเชน (Jainism) ของ พระปารศวะนาท และ พระมหาวีระ กับ ลัทธิพุทธ (Buddhism) ของพระโคตะมะ ซึ่งต่อมาทั้งสองลัทธินี้เติบใหญ่ กลายเป็นศาสนาในที่สุด มีผลต่อแนวคิด และ หลักปฏิบัติตนในสังคมของมวลมนุษย์ชาติ
สองศาสนานี้ ก่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง ต่อต้านหลักการของลัทธิพราหมณ์ แต่ก็ใช่ว่าจะแตกต่างไปจากลัทธิพราหมณ์โดยสิ้นเชิงก็หาไม่ เพราะ พระปารศวะนาท พระมหาวีระ และ พระโคตะมะ ต่างก็ล้วนนับถือ และ เกี่ยวข้องกับลัทธิพราหมณ์มาก่อน จึงมิได้ทำลาย ไม่ปฏิเสธระบบวรรณะ
หรือ ละทิ้งความเชื่อของสังคมพราหมณ์แต่อย่างใด เพียงแต่ปฏิเสธอำนาจของพระเวท ประณามการบูชายัญ และ เลิกการเคารพบูชาเทพเจ้า หากมองผิวเผิน ทั้งศาสนาเชน และ ศาสนาพุทธ ยังคงมีแนวคิด และ หลักปฏิบัติหลายอย่างของศาสนาพราหมณ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยึดถือความเชื่อในหลักการของ การเวียนว่ายตายเกิด โดยมี กรรม (Karma) เป็นปฐมเหตุแห่งชีวิต ซึ่งเป็นความเชื่อดั้งเดิมของชาวอินเดียมาแต่โบราณ ก่อนการเข้ามาของชาวอริยกะ (Indo-Aryans)
ผลกระทบจากความเชื่อใหม่จากลัทธิ เชน และ พุทธ ก่อให้เกิดการปฏิรูปศาสนาพราหมณ์ กล่าวคือ ในพุทธศตวรรษที่ 9 ได้ กำหนดให้เกิดมีเทพเจ้าองค์ใหม่ๆ พระพรหมณ์ พระวิศณุ (พระนารายณ์) ขนานนามตนเองว่า ศาสนาฮินดู (Hinduism) หรือ พราหมณ์-ฮินดู (Brahmanical Hinduism)
มี คัมภีร์ปุราณะต่างๆ รวมทั้งมหากาพย์ รามายาณะ และ มหาภารตะ ยอมรับและผนวกจุดเด่น หลักการอหิงสา (Ahimsa) ของศาสนาเชน และ กลืนความดีงามในบุคคลิกภาพของพระพุทธเจ้า ให้เป็นอวตาร (Avarta) พุทธาวตาร ปางที่เก้า ของพระวิษณุ (พระนารายณ์) ถัดจาก ปางที่เจ็ด รามาวตาร
(พระราม ในรามเกียรติ์) ปางที่แปด กฤษณาวตาร (พระกฤษณะ ในมหาภารตะ) เพื่อช่วงชิงศรัทธาจากมวลชน
ที่ได้เคยหันไปนับถือศาสนาเชน และ ศาสนาพุทธ
ศาสนาเชน (Chainism)
นักบุญ หรือ ศาสดาของศาสนาเชน คือ ถีรถังกร (Tirthankara) ผู้สร้างทางข้ามไปยังอีกฝั่ง ตามตำนานความเชื่อ ได้เกิด และ มีมาก่อนหน้าแล้ว 22 องค์ พระปารศวะนาท (Parsvanath)
ถีรถังกรองค์ที่ 23 ได้มาจุติ สั่งสอนตามความเชื่อของศาสนาเชน และ พระมหาวีระ ถีรถังกรองค์ที่ 24 ลำดับหลังสุด เป็นผู้ปฏิรูปธรรมต่อจากพระปารศวะนาท
คัมภีร์ศาสนาเชนระบุว่า พระปารศวะนาท นิพพานก่อนพระมหาวีระ 250 ปี เป็นราชโอรสของกษัตริย์ เมืองพาราณสี (Benares) ได้สละทางโลก ออกแสวงหาความสงบ ดำรงตนเป็นนักพรตเยี่ยงฤษี บำเพ็ญทุกข์กริยา นุ่งห่มขาว ได้กำหนดหลักการสี่ข้อแก่สาวก และ ผู้นับถือ คือ
ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต พูดแต่ความจริง ไม่ลักขโมย ไม่ยึดติดต่อทรัพย์สิ่งของ เป็นหลักคำสอนพื้นฐานของ ศาสนาเชน ยุคต้นๆ
ศาสดาของศาสนาเชนองค์หลังสุด หรือ ถีรถังกร องค์ที่ 24 พระนาม วรรธมานะ (Vardhamana) นิยมเรียกขานกันว่า มหาวีระ (Mahavira) ผู้เป็นราชโอรสในวรรณะกษัตริย์ (Kshatriya) แห่งเมืองเวสาลี (Vaisali) แคว้นวัชชี ตระกูล ชนตริก (Janatrika) หรือ ที่เรียกว่า ลิชฉะวีย์ (Lichchavi)
เป็นเครือญาติทางพระมารดากับกษัตริย์เมือง วิเทหา (Videha) มคธ (Magadha) และ อังกะ (Anga) เป็นโอรสองค์ที่สอง ของพระสิทธารถะ ผู้เป็นพระราชบิดา พระมารดาทรงพระนาม ตฤศลา เมื่อเติบใหญ่ได้ทรงอภิเษกกับเจ้าหญิง ยโสธรา และมีพระธิดาพระนามว่า อโนชา พระองค์และครอบครัวได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข
ต่อเมื่อพระชนมายุ 28 ชันษา หลังจากพระราชบิดา และ พระราชมารดาได้สิ้นพระชนม์ พระเชษฐาพระองค์พี่ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบแทน พระองค์จึงได้สละทางโลก ขออนุญาตออกผนวช ถือปฏิบัติตามแนวทางของ พระปารศวะนาท ใช้เวลาปีแรก ปฏิบัติตน กินน้อย นุ่งห่มน้อย ทำตัวง่ายๆ ไม่สนใจยินดียินร้ายต่อสิ่งรอบกาย จนจิตใจตายด้าน
ไม่รู้สึกขวยเขินอับอาย ปีถัดมาได้ละทิ้งสิ่งนุ่งห่ม เปลือยกายล่อนจ้อน สัญจรเร่ร่อนพิกขาจาร ขอกินไปวันๆ ความที่ตนเป็นวรรณะกษัตริย์ วรรณะสูงกว่าเหล่าสาธุชน จึงได้รับความยินดีแบ่งปันให้อาหาร ท่ามกลางคำครรหานินทา ต่อว่าต่างๆ นานา ถูกขว้างปา ขับไล่เป็นนิจ พระองค์ทรงใช้ขันติ อดกลั้น หักห้ามใจเพื่อบังคับจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในสมาธิ สงบนิ่ง
ไม่วู่วามต่อข้อครรหานินทาใดๆ ไม่โกรธ ไม่ตรัส ไม่ตอบโต้ต่อสู้ ไม่อาฆาต ไม่ผูกเจ็บ ไม่ปริปากกับผู้ใด ตั้งพระทัยปฏิบัตตนเช่นว่านี้อย่างเดียว เพื่อทำลายกิเลสให้สิ้นจากตัวตน โดยแสร้งทำตนเสมือนเป็นใบ้หูหนวก ทรมานตนด้วยการอดอาหาร ทานแต่น้อย ทำสมาธิเพื่อให้จิตนิ่ง เป็นเวลานานกว่า 12 ปี
ในที่สุด สำเร็จบรรลุธรรม เกวลญาน ตรัสรู้เป็นสัพพัญญู จากนั้นได้ประกาศศาสนาภายในเหล่าประยูรญาติ ครอบครัวใกล้ชิด ตลอดจนประชาชนพลเมืองในเวสาลี ขยายไปทั่วแคว้นวัชชี โดยกำหนดหลักปฏิบัติจากเดิมสี่ข้อของพระปารศวะนาท เพิ่มใหม่อีกหลายข้อ ได้รับความนิยมศรัทธาอย่างรวดเร็ว และได้รับขนานนามว่า
ชินะ (Jina) ผู้ชนะ จากเหล่าศานุศิษย์
คัมภีร์ศาสนาพุทธ เรียกพระองค์ นิกรณ นาฏบุตร (Nirgrantha Natra Putra) ผู้ปราศจากพันธนาการ บุตรแห่งตระกูลนาฏ ผู้ไม่มีกิเลส ผู้ไม่นุ่งห่มอาภรณ์ ผู้ละทิ้งไม่ยึดถือครอบครองสมบัติใดๆ
พระมหาวีระได้เดินทางธุดงค์แสดงธรรมเทศนาสั่งสอนในแคว้นมคธ (Magadha) แคว้นวิเทหา (Videha) หรือ Tirhoot และ แคว้นอังกะ (Anga) หรือ Bhagalpur พระองค์ได้กำหนดกฏเกณฑ์ใหม่ ให้คนทุกสาขาอาชีพบวชเป็น พระ หรือ ชี ได้ทั้งชายและหญิง โดยมิได้กีดกันชนชั้น ขยายลัทธิความเชื่อในหมู่เครือญาติ และ ชนชั้นปกครองระดับสูงในแคว้นต่างๆ
ยังผลช่วยอำนวยให้ หลักคิด หลักปฏิบัติ และ ความเชื่อของพระมหาวีระ ยอมรับแพร่หลายขยายไปทั่วแคว้นที่เหล่าพระเครือญาติปกครองอย่างรวดเร็ว
คัมภีร์ของศาสนาเชนบันทึกว่า พระเจ้าพิมพิสาร (Bimbisara) และ พระเจ้าอชาติศัตรู (Ajatasatru) เป็นศาสนูปถัมภก ปฏิบัติธรรมตามแนวทางของศาสนาเชน
พระมหาวีระใช้เวลาเที่ยวสั่งสอนเทศนา ตามเมืองใหญ่ น้อย ต่างๆ ได้รับผลสำเร็จในทุกที่ทุกทางที่จาริกผ่านไป เป็นเวลามากกว่า 30 ปี เมื่อพระชนมายุได้ 72 ชันษา ได้เสด็จมายังเมือง ปาวา (Pawa) ทรงพระประชวร และ เสด็จนิพพาน ณ ที่แห่งนี้
ปัจจุบันอยู่ในเขตเมือง ปาตลีบุตร (Patna)
โดยทั่วไประบุ 527 ปีก่อนคริสต์ศักราช แต่คำภีร์ภาษาบาลีของศาสนาพุทธระบุว่า พระพุทธเจ้า และ พระมหาวีระ มีชีวิตร่วมสมัยเดียวกัน อย่างไรก็ดี เหมจันทร์ (Hemchandra) ผู้เป็นนักประพันธ์
และ ปราชญ์ของศาสนาเชน มีชีวิตระหว่าง พ.ศ. 1668 - 1702 ได้ระบุว่า 467 ปีก่อนคริสต์ศักราช นักวิชาการต่างให้น้ำหนัก และ ยอมรับช่วงเวลาดังกล่าวนี้
ศาสนิกชนชาวเชน นิยมบูชา พระปารศวะนาท และ พระมหาวีระ นับถือเป็น ถีรถังกร (Tirthankara) หรือ ชินะ (Jinas) สูงสุด
หลักศาสนาเชน เน้นการควบคุม ประพฤติตน ให้มีความอดกลั้น ประหยัด อดออม ไม่ฟุ่มเฟือย หลักธรรมสำคัญที่พระมหาวีระมุ่งเน้นเผยแพร่ คือ การปฏิบัติให้ถึง นิพพาน (Nirvana) ด้วยการปลดปล่อยตัวเอง ให้เป็นอิสระจากพันธนาการแห่งโลกีย์
กระทำด้วยการยึด และ ปฏิบัติตนตาม ไตรรัตน์ คือ ความเชื่อที่ถูกต้อง ความรู้ที่ถูกต้อง ประพฤติปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามหลักของศาสนาเชน
ศาสนาเชนปฏิเสธอำนาจ และ หลักปฏิบัติของพระเวท ประนามแนวคิดพระเจ้าสร้างโลก จักรวาลไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด พระเจ้าเป็นเพียงความดีงามอันสูงส่งที่ประจักษ์ในจิตวิญญานของตัวเรา ศาสนาเชนมีปรัชญาความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด
สังสารวัฏ เช่นเดียวกับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ทุกสรรพสิ่ง มนุษย์ สัตว์ พืช จุลินทรีย์ มิอาจดับสูญ ไม่เว้นแม้กระทั่งธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ล้วนแต่ต้องพึ่งพาตนเอง ไม่สามารถพึ่งพาชีวิตอื่นได้ ทุกชีวิตมี กรรม (Karma)
อันเป็นผลของการกระทำที่จะส่งผลให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิด สิ่งต่างๆ ที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต ล้วนมีวิญญาณตามระดับชั้นแห่งการรับรู้
หลักการเบื้องต้นแห่งการปฏิบัติทางด้านศืลธรรม คือ การไม่กระทำทารุณกรรม ไม่ประทุษร้ายต่อสรรพสิ่งที่มีชีวิต มนุษย์ สัตว์ จุลชีพ และ พืช ต้องเป็นมังสวิรัติอย่างเคร่งครัด โลกีย์ทำให้วิญญาณไม่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด อันเนื่องมาจาก
กรรม (Karma) ที่ได้เคยก่อไว้ กิเลส คือ ตัวตนเรานี่เอง ยิ่งทรมานตนมากเท่าไร ก็จะชนะกิเลสมากเท่านั้น
ศาสนาเชนแบ่งออกเป็นนิกายหลัก สองนิกาย คือ
เศวตคัมพร (Svetambaras) ผู้นุ่งห่มขาว นักบวชฉันต์อาหารก่อนพระอาทิตตกดิน รับอาหารจากผู้ถวายด้วยบาตร พำนักประจำในกุฏิของอาราม จาริกแสวงบุญเป็นครั้งคราว บวชได้ทั้งบุรุษ และ สตรี
ทิฆัมพร (Digambaras) ผู้นุ่งลมห่มฟ้า ไม่นุ่งห่มอาภรณ์ใดๆ นักบวชมีสมบัติติดตัวเพียงไม้กวาดสำหรับปัดกวาดแมลง และ สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ให้พ้นทางสัญจร กาน้ำสำหรับบรรจุน้ำดื่ม ฉันต์อาหารมื้อเดียว รับอาหารจากผู้ถวายด้วยฝ่ามือทั้งสองข้าง ให้นิ้วก้อยทั้งสองข้างเกี่วก้อยกัน
ใช้ห้วแม่มือทั้งสองเกลี่ยดูอาหาร ไม่ให้มีแมลง เมล็ดพืชติดเข้าปาก จะเป็นการทำลายชีวิตผู้อื่น ไม่มีกุฏิ ไม่พำนักในอาราม เว้นแต่เข้าพรรษา นอกเวลานั้นต้องเดินทางจาริกเผยแพร่ธรรม เป็นนิกายสุดโต่ง บวชได้แต่บุรุษ
หัวใจของศาสนาเชน คือ หลัก อหิงสา (Ahimsa) ละเว้นการฆ่า การทำร้าย การเบียดเบียนทุกรูปแบบ ทั้งในความคิด วาจา การกระทำ ผู้นับถือศาสนาเชนต้องเป็นมังสะวิรัตโดยสมบูรณ์ ไม่กินเนื้อสัตว์และไข่ ไม่กินพืชลงหัว หน่อไม้ รากไม้
ตามวิถีของศาสนาเชน พืชต้องห้ามบางชนิด พืชลงหัว เช่น หัวมันต่างๆ หัวหอม หัวกระเทียม รากไม้ หน่อไม้ ถือว่ายังมีชีวิต การกินพืชเหล่านี้ ถือเป็นการทำลายชีวิตพืชนั้นๆ ทันที ส่วนธัญพืช เช่น ถั่ว งา และ ข้าวต่างๆ ต้องปล่อยให้แห้งตายก่อน คือ สิ้นอายุขัยหลังจากได้ผลิดอกออกผลเป็นเมล็ดแล้ว
หรือ พืชผัก หากจะกินสดจากใบหรือลำต้น ต้องตัดเหนือโคนและราก เพื่อให้โคนและรากของพืชนั้นๆ ได้มีชีวิตอยู่ต่อไป
นักบวชผู้ปฏิบัติดับสิ้นแล้วซึ่งกิเลสทั้งปวง ได้ชื่อว่า อฤหันต์ ตามสำเนียง ปรากฤต (ตรงกับ อรหันต์ สำเนียง สันสกฤต บาลี)
ศาสนาเชน จำกัดตัวเองอยู่แต่ในประเทศอินเดีย ไม่พยายามเผยแพร่ออกไปนอกประเทศ แม้นกำเนิดในแคว้นวัชชี และ แคว้นมคธ แต่กิจกรรมต่างๆ เคลื่อนไหวตื่นตัว และ มีผู้นับถือจำนวนมากในแคว้น Gujarat, Malawa และ Rajputana
ศาสนาเชนมีอิทธิพลต่ออารยธรรมของอินเดียใต้มาก วรรณกรรม และ วรรณคดียุคแรกๆ ที่เป็นภาษา Kanaresa และ Tamil ล้วนประพันธ์โดยนักบวชในศาสนาเชน คำสอนหลัก อหิงสา (Ahimsa)
เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น มีอิทธิพลต่อศาสนาอื่นมาก ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูได้นำไปผนวกเป็นข้อกำหนดของศาสนาตน และ ศาสนาพุทธได้นำหลักการนี้ไปปรับใช้เช่นกัน ดั่งในข้อแรกของศีลห้า แต่ไม่เข้มงวดนัก
ความที่ศาสนาเชน เป็นศาสนาที่มีหลักปฏิบัติเข้มงวดมาก หลักธรรมของเชน คือ มหาพรต ห้าข้อ ข้อที่ 1. เว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ข้อที่ 2. เว้นการกล่าวเท็จ พูดโกหก ข้อที่ 3. เว้นการลักขโมยทรัพย์ ข้อที่ 4. เว้นการมีเพศสัมพันธ์ ข้อที่ 5. เว้นการยึดถือ ครอบครองสิ่งต่างๆ
ยากที่คนธรรมดาสามัญ จะปฏิบัติได้ครบถ้วน จึงได้มีการปรับให้เหมาะสม กำหนดให้ มหาพรต เป็นหลักธรรมของนักบวชเชน ยอมให้ฆราวาส ไม่เข้มงวดเท่าของนักบวช เรียกว่า อนุพรต เลือกปฏิบัติยืดหยุ่นได้ตามความสมัครใจ แต่ต้องไม่ขัดต่อหลักการที่สำคัญ
พืช สัตว์ และ จุลินทรีย์ ล้วนมีวิญญาณ นักบวช และ ผู้นับถือศาสนาเชน ต้องมีผ้าปิดปาก เพื่อป้องกันแมลงตัวเล็กๆ และ จุลินทรีย์ มิให้ถูกทำลายชีวิตจากการหลุดเข้าปาก จะเป็นการฆ่าโดยไม่ตั้งใจ เวลาเดินไปในที่ต่างๆ ต้องปัดกวาดไปข้างหน้า เพื่อป้องกันการเดินเหยียบมดหรือแมลง ในฤดูฝนพืชต่างๆ เจริญงอกงามไปทั่ว
นักบวชและผู้ทรงศีล จะไม่เดินทางธุดงค์ เพื่อป้องกันไม่ให้ไปเหยียบย่ำ ต้นพืช ต้นหญ้า และ แมลงต่างๆ ที่มีอยู่ชุกชุม ด้วยเหตุนี้ ศาสนาเชนจึงกำหนดเป็นกฎ และ บังคับให้นักบวชต้องอยู่จำในพรรษา 4 เดือน เริ่มตั้งแต่ย่างเข้าฤดูฝน ห้ามเดินทางจาริกไปในที่ต่างๆ
จากความเข้มงวดในกฎเกณฑ์ดังกล่าว จึงไม่มีศาสนิกชนชาวเชนประกอบอาชีพเกษตรกรรม เพราะการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร มีความเสี่ยงที่จะไปเบียดเบียนที่อยู่อาศัย และ ทำลายล้างสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใต้พื้นดิน จะเป็นการกระทำผิดต่อ หลักอหิงสา ศาสนิกชนชาวเชนส่วนใหญ่ จึงประกอบอาชีพ เจ้าของหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ โรงพิมพ์ นักวิชาการ นักการศึกษา เจ้าของสถานศึกษา นักกฏหมาย พ่อค้า นักธุรกิจ
นักพัฒนาที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ นักอุตสาหกรรม นายธนาคาร ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ ศาสนิกชนชาวเชน จึงเป็นผู้ที่มีความรู้สูง ฐานะดี มีความมั่งคั่ง ร่ำรวยที่สุดในหมู่ชนชาวอินเดียทั้งปวง ทั้งที่ศาสนิกชนชาวเชนเป็นชนกลุ่มน้อยที่สุดในประเทศ คือ มีเพียง 5 ล้านคน หรือ คิดเป็น 0.36 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรในประเทศอินเดียที่มีมากกว่า 1,400 ล้านคน จึงเป็นกลุ่มชนเล็กๆ ที่มีรายได้ต่อหัวสูงสุด เสียภาษีและทำรายได้เข้ารัฐสูงกว่ากลุ่มชนของศาสนาอื่นๆ
เพราะชาวเชนปรับตัวเข้ากับสถานะการณ์ต่างๆ ได้ดี เนื่องจากกฏและหลักปฏิบัติแสนเข้มงวดของศาสนา บังคับให้ต้องเลือกประกอบอาชีพเฉพาะทาง ทั้งๆ ที่ในอดีต ต้องดิ้นรนต่อสู้ทางความคิดกับ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และ ศาสนาพุทธ ต้องทำสงครามปกป้องตนเองด้วยกำลังกับผู้รุกรานชาวอิสลาม ที่จ้องทำลายล้างผลาญ ย่ำยีลัทธิความเชื่อของศาสนาอื่น ที่ไม่ใช่อิสลาม
หลักของศาสนาเชน ประนามระบบวรรณะ แต่ในทางปฎิบัติกลับปรับตัวแบ่งรับแบ่งสู้ ยอมให้มีระดับชนชั้นของนักบวชจากต่างวรรณะ นักบวชเชนที่มาจากวรรณะพราหมณ์ จะมีลำดับสูงกว่าผู้ที่มาจากวรรณะอื่น ความยืดหยุ่นนี้ คือ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ศาสนาเชนสามารถดำรงคงอยู่ได้ในแดนเกิดประเทศอินเดีย ตราบถึงทุกวันนี้
ศาสนาพุทธ (Buddhism)
พระโคตะมะ (Gautama) วรรณะกษัตริย์ (Kashatriya) เป็นราชโอรสของกษัตริย์กรุงกบิลพัสต์ (Kapilavastu) พระเจ้าสุทโทธนะ และ พระนางสิริมหามายา แคว้นสักกะ ทรงพระนาม สิทธารถะ (Siddhatha) พระนามเรียกขาน ศากยามุนี (Sakyamuni) นักบวชแห่งตระกูลศากยา ชีวิตแรกเกิดไม่ต่างไปจาก
พระปารศวะนาท (Parsvanath) และ พระมหาวีระ (Mahavira) เมื่อพระชนม์ได้ 16 ชันษา ได้อภิเศกสมรสกับพระนางยโสธรา มีพระโอรส พระนาม ราหุล จะต่างก็แต่เป็นเจ้าชายแคว้นเล็กๆ ตั้งอยู่เชิงเขาหิมาลัย วรรณะกษัตริย์ปลายแถว ไม่มีบารมีอำนาจ เกียรติศักดิ์ เทียบเท่าสองพระองค์ดังกล่าวมา เมื่อวัยหนุ่มจึงมักครุ่นคิดไตร่ตรองเกี่ยวกับความเป็นไปของชีวิต ผู้คนที่มีทั้งทุกข์และสุข ความไม่เท่าเทียม
ความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากสักกะเป็นแคว้นเล็ก ๆ ถูกกดดันข่มเหง จากอิทธิพลของแคว้นข้างเคียงที่ใหญ่กว่า โดยเฉพาะกับแคว้นโกศล ขัดแย้งแย่งน้ำชลประทานเพื่อการเกษตรอยู่เนืองๆ เนื่องจากแคว้นสักกะตั้งอยู่ต้นแม่น้ำ
อยู่มาวันหนึ่ง พระองค์ไม่ยินดีต่อสถานะภาพความเป็นมกุฏราชกุมาร เบื่อหน่ายความสุขสำราญ ความหรูหราฟุ่มเฟือยที่มีอยู่ เมื่อพระชนมายุ 29 ชันษาได้ตัดสินพระทัย สละละทิ้งพระราชวังและครอบครัว ดั้นด้นเดินทางแสนไกลผ่านแคว้นใหญ่ไปทางใต้ ยังแคว้นมคธ (Magadha) ซึ่งเป็นแคว้นเล็กๆ ถูกกระหนาบรายล้อมจากแคว้นใหญ่ที่มีอำนาจมากกว่า บ่อยครั้งกระทบกระทั่ง รบพุ่ง ทำสงครามต่อกัน แต่ก็ยังรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนของตนไว้ได้
เนื่องจากกลุ่มชนชาวมคธ มีความเข้มแข็ง ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่แข็งแกร่ง ล้อมรอบด้วยเนินเขาสลับซับซ้อนห้าลูก ปกครองโดย พระเจ้าพิมพิสาร (Bimbisara) และ พระเจ้าอชาติศัตรู (Ajatasatru) ผู้ซึ่งนับถือหลักปฏิบัติตามแนวทาง และ อุปถัมภ์ศาสนาเชน มีพระมหาวีระเป็นศาสดา
ณ ที่นั้น เจ้าชายสิทธารถะได้ศึกษาหลักปรัชญากับผู้รู้ ปฏิบัติตนตามหลักการของ ศาสนาเชน ในแบบของนักบวชเชน ปลงพระเกษานุ่งห่มขาว บังคับจิตให้ลดกิเลสตันหา ด้วยการทรมานร่างกาย อดอาหารทานแต่น้อย ตามหลักปฏิบัติของศาสนาเชนทุกประการ ผลลัพธ์ คือ ความทุกข์ทรมาน ร่างกายผ่ายผอม อ่อนเพลียอิดโรย ไม่เกิดความรู้แจ้งใดๆ จากความทุกข์ทรมาน นั้น ยังผลให้จิตได้เรียนรู้ ก่อให้เกิดความอดทน
หนักแน่น ข่มอารมณ์ให้เข้มแข็ง ไม่ย่อท้อ แต่โดยที่จิตของพระองค์ยังมีความต้องการ มุ่งมั่น ไฝ่หาความรู้ความเข้าใจแก่นแท้ของชีวิต ซึ่งต่างจากเหล่านักบวช สาวกของศาสนาเชนทั้งหลาย ล้วนตั้งจิตมั่นคงในหลักปฏิบัติของศาสนาเชน ไม่โต้แย้ง ไม่สงสัย มุ่งทรมานร่างกายด้วยความตั้งใจ ทานอาหารแต่น้อย เพื่อกำจัดกิเลส ให้ร่างกายผ่ายผอม อ่อนแรง จิตสงบ หากต้องการบรรลุ ก็ต้องทรมานกาย ด้วยการอดและหยุดอาหาร จนจิตดับในที่สุด บรรลุ
นิพพาน (Nirvana) ตามวิถีของศาสนาเชน
พระองค์ทรงเห็นว่า น่าจะมีช่องทาง หรือ วิธีอื่น ชีวิตนี้มีค่า ไม่ควรฝืนธรรมชาติ ชีวิตดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร จำต้องพยายามเพียรค้นหาต่อไป จึงได้ละการปฏิบัติตามวิถีของศาสนาเชน ตัดสินใจกลับมาเสวยอาหารเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวดั่งเดิม จึงปลีกตัวออกห่างไม่สมาคม ไม่ปฏิบัติร่วมกับเหล่าสาวกเชน จึงถูกตำหนิจากเหล่าสาวกเชนเหล่านั้น
พระองค์ได้แยกตนออกไปหาที่สงบใต้ต้นไม้ใหญ่ในเขต คยา (Gaya) ปัจจุบัน ใชัเวลาพักฟื้นพระวรกายอยู่นาน เมื่อร่างกายฟื้นตัวแข็งแรงสมบูรณ์ดีแล้ว ใช้เวลาที่มีอยู่ทบทวนประสพการณ์ จากสิ่งที่ได้เคยประสพพบ และ เหตุการณ์ต่างๆ ในอดีต ลำดับสาเหตุ และ ผลที่เกิดตามมา จากเหตุการต่างๆ เหล่านั้น มีทั้งดีก่อให้เกิดสุข และ ร้ายก่อให้เกิดทุกข์
วิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่รอบกาย ทบทวนกลับไปกลับมา ทบทวนซ้ำๆ บนหลักการของ ตรรกะ ความเป็นเหตุเป็นผล ในชีวิตประจำวัน และ ธรรมชาติรอบกายนานหลายวัน ในที่สุดก็เข้าใจความจริง ธรรมชาติของทุกสิ่ง มีเกิด มีดับ มีทุกข์ มีสุข พอใจ ไม่ถูกใจ มีอยู่ในทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิต เพียงแต่ลำดับขั้นตอนของ เวลาก่อน และ หลัง
เหตุ และ ผล ที่มา ที่ไป ให้ถูกต้อง ทำใจให้เป็นกลางไม่โอนเอนตามแนวคิดความเชื่อของผู้ใด และ ลัทธิใด ตัวตน และ ธรรมชาติ เป็นตัวกำหนดพฤติกรรม ดังนั้น ความจริงของชีวิตมิได้ขึ้นอยู่กับพระเจ้า หรือ เทพเจ้า สรรพสัตว์ล้วนมีความต้องการ และ ความจำเป็นในการดำรงชีวิตแตกต่างกัน ความต้องการ และ การใช้เวลาต่างกัน ความทุกข์ และ
ความสุข ล้วนมีที่มาจากการกระทำของตัวตนนั้นๆ หากมีการกระทำจะก่อให้เกิดผลดี ผลเสีย หรือ ผลร้ายตามมา หากไม่มีการกระทำ คือ ไม่มีเหตุ ย่อมไม่เกิดผลใดๆ ตามมา เว้นแต่ความทุกข์เวทนาบางประการ เกิดจากการถูกกำหนดจากผู้อื่น หรือ สิ่งอื่น เช่น การจำกัดสิทธิ์ การแบ่งชั้นวรรณะ หรือ จากกฏธรรมชาติ เช่น การเกิดของสิ่งมีชีวิต สังขารที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา
เกิดการแก่เฒ่า โรคภัยไข้เจ็บ และ ตาย ตามอายุขัยของแต่ละสรรพสัตว์ นั้นๆ วัตถุสิ่งของทั้งหลาย เกิดขึ้น คงอยู่ แปรเปลี่ยน เสื่อมสลาย ตามกาลเวลาแห่งธรรมชาติของสิ่ง นั้นๆ
พระองค์ได้ตั้งพระทัย จะใช้ชีวิตที่มีอยู่เพื่อมุ่งเผยแพร่ กฏความจริงแห่งธรรมชาติ แก่ผู้คน เพื่อได้เข้าใจถึงแก่นแท้ของชีวิต บนพื้นฐาน และ หลักการของ พระปารศวะนาท (Parsvanath) ศาสนาเชน ในแนวทางที่ง่ายต่อการเข้าใจ และ ปฏิบัติได้ง่าย ไม่สุดโต่ง และ ไม่หย่อนเกินไป จึงได้เปลี่ยนการนุ่งห่มเสื้อคลุมสีขาวจากลัทธิเชน
เป็นจีวรสีเหลือง เพื่อความแตกต่างของความเชื่อ และ ความเป็นพวก
ลำดับแรกพระองค์ได้เดินทางไปยังสารนาท (Saranath) ใกล้เมืองพาราณสี (Benares) ณ ที่แห่งนั้น มีผู้ศรัทธา เลื่อมใส เข้าร่วมเป็นสาวก และ ติดตามพระองค์จำนวนหนึ่ง นี่คือ มูลเหตุในคัมภีร์ของศาสนาเชน ประนามว่า พระโคตะมะ ทรยศต่อผู้ประสืทธิวิชา นำหลักการศาสนาเชน ไปดัดแปลงแต่งเสริมขึ้นมาใหม่
ความที่พระองค์ มีความคุ้นเคยพื้นที่ในแคว้นมคธ แรกๆ พระองค์ได้เพียรพยายามเผยแพร่ทำความเข้าใจ และ สั่งสอนหลักความจริงเหล่านี้อยู่หลายปี ทว่าเป็นไปโดยยาก เพราะแคว้นมคธเป็นฐานที่ตั้งหยั่งรากลึก เนิ่นนานอย่างมั่นคงของศาสนาเชนก่อนที่พระโคตะมะจะเข้ามาศึกษาเรียนรู้ ปฎิบัติตนจนบรรลุพระสัมโพธิญาณ ประการสำคัญ พระเจ้าพิมพิสาร
ผู้เป็นกษัตริย์ปกครองแคว้นมคธในขณะนั้น ให้ความอุปถัมภ์ศาสนาเชน ขณะเดียวกันความคิด และ วิธีการพ้นทุกข์ของพระองค์ขัดแย้งกับหลักปฏิบัติของลัทธิเชนอย่าสิ้นเชิง จึงถูกขัดขวางจากเหล่าสาวกของศาสนาเชน ด้วยวิธีการต่างๆ นาๆ พระองค์ต้องปกป้องภัย ดั่งเหตุการ ยมกปาฏิหารย์ปราบช้างนาลาคีฬี และ เหตุการอื่นๆ พระองค์ถูกกล่าวหาว่าทรยศต่อศาสนาเชน เอาประโยชน์หลักการปฏิบัติของเชนไปปรับแต่งต่อยอด ในที่สุด
ต้องตัดสินใจเดินทางขึ้นเหนือ ประกาศแนวคิดตามแว่นแคว้นใกล้เคียงต่างๆ ที่จาริกเดินทางผ่านไป หากเจ้าผู้ครองแคว้นใดให้การอุปถัมภ์ จะจำพำนัก พักสั่งสอนอยู่นาน แต่ก็ต้องผจญอุปสรรคนานับประการ เพราะแคว้นต่างๆ ที่ได้จาริกผ่านไปนั้น ลัวนรับนับถือพระมหาวีระ ผู้ซึ่งได้เคยมาเผยแพร่ก่อนหน้า รวมเวลาจาริกไปยังต่างเมืองต่างแคว้นของพระโคตะมะ 45 ปี ตลอดเวลาดังกล่าว นั้น พระองค์ไม่เคยหวลกลับมายังแคว้นมคธ อีกเลย !
พระโคตะมะ มีสาวก และ สานุศิษย์มากมาย ทรงได้รับสมญานาม พระพุทธเจ้า (Buddha) ผู้เป็นแสงสว่าง ให้ความกระจ่าง
พระพุทธเจ้าทรงห่วงใยพระญาติ และ ผู้คนของเมืองกบิลพัสต์ ทรงกังวลความขัดแย้งที่มีมาแต่เดิมของแคว้นสักกะกับแคว้นโกศล ก่อนหน้านิ้ พระองค์ได้เคยเสด็จไปขัดขวาง ห้ามทัพแคว้นโกศลถึงสองครั้ง และ อีกประการหนึ่ง ในบั้นปลายชีวิต พระองค์ต้องการพำนักยังถิ่นประสูติ เพื่ออยู่ปกป้องเหล่าประยูรญาติ จึงได้เดินทางรอนแรมมุ่งไปยังกรุงกบิลพัสต์ แต่ด้วยพระชนมายุมาก เกิดอาพาธระหว่างเดินทาง
ต้องแวะพักรักษาพระวรกายที่เมืองเล็กๆ กุสินารา (Kusinagara) พำนักอยู่นานนับเดือน ทรงอาพาธหนัก ในที่สุด เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ณ ที่แห่งนี้ ศิริพระชนมายุ 80 ชันษา จึงเป็นที่น่าเสียดายที่พระองค์ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เพราะก่อนหน้าที่พระองค์จะนิพพาน แคว้นโกศลได้ส่งกองทัพไปทำลายล้างตระกูลศากยา และ ทำลายเมืองกบิลพัสต์
บันทึกของลังกาวงศ์ เชื่อว่าพระพุทธเจ้านิพพาน 544 ปีก่อนคริสต์ศักราช แต่ Geiger ระบุว่า 483 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ทว่าบันทึกของจีนโบราณระบุ 486 ปี ก่อนคริสต์ศักราช จากการศึกษาบันทึก และ หลักฐานอ้างอิงเหล่านี้ นักวิชาการให้ความสำคัญ และ ยอมรับบันทึกของจีน มากกว่าข้ออ้างจากบันทึกอื่นๆ
คำสอนของพุทธศาสนา คือ ความทุกข์ต่างๆ ล้วนมาจากความอยากได้อยากมี รัก โลภ โกรธ หลง หรือ ที่เรียกว่า กิเลส ตัณหา ราคะ โลกีย์ หากหยุดอารมณ์ ความคิด และ ความรู้สึก เหล่านี้ได้ ย่อมหยุดความทุกข์ได้ การที่จะหยุด กิเลส ตันหา ราคะ โลกีย์ ต้องมีวินัย ควบคุมตนเอง รู้จักทบทวน ปฏิบัติตนให้มีสติ สำรวม
บำเพ็ญสมาธิในภาวะที่พอเหมาะ ไม่เข้มงวดเหมือนของศาสนาเชน ให้เดินสายกลาง ต้องไม่เป็นการทรมานร่างกายเข้มข้นถึงตาย เพราะชีวิตมีค่า ปฏิบัติเพื่อให้เกิดการรับรู้ จะได้ หมดกรรม หากปฏิบัติได้ตามนี้ ย่อมหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เข้าสู่ นิพพาน (Nirvana)
สภาวะของการดับสูญอย่างสมบูรณ์ ไม่ต้องกลับมาเกิด
หลักธรรมของศาสนาพุทธ คือ ศืลห้า (Panja Sila) ข้อที่ 1. เว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ข้อที่ 2. เว้นการลักทรัพย์ ข้อที่ 3. เว้นการประพฤติผิดในกาม ข้อที่ 4. เว้นการพูดเท็จ ข้อที่ 5. เว้นการดื่มน้ำเมา
ศาสนาพุทธยอมรับกฏแห่ง กรรม (Karma) ของศาสนา พราหมณ์-ฮินดู (Brahmanical Hinduism) สถานะของบุคคลที่มีชีวิตเป็นอยู่ ย่อมสืบเนื่องมาจากเหตุแห่งกรรม ที่ได้เคยกระทำมาแต่เก่า หรือ ชาติก่อน ในทำนองเดียวกัน ศาสนาพุทธก็มีหลักการเช่นเดียวกับศาสนา เชน (Jain) คือ ยอมรับการมีชีวิตของสรรพสัตว์
ไม่มีการแบ่งชนชั้น ปฏิเสธวรรณะ เพิกเฉยไม่ให้ความสำคัญต่อการมีตัวตนของพระเจ้าผู้สร้างโลก
พระพุทธเจ้าโจมตีลัทธิความเชื่อที่งมงาย ตำหนิพิธีกรรม และ เล่ห์ของนักบวช ประณามผู้ที่มีผลประโยชน์ได้เสียกับเรื่องเหล่านี้ นอกจากนี้ยังโจมตีแนวความคิด ที่ส่งเสริมเทวะวิทยา และ ปาฏิหาริย์ต่างๆ พระพุทธเจ้าทรงเน้นหนักเรื่องศีลธรรม จริยธรรม ให้ยึดมั่นใน ตรรกะ (logic) หลักแห่งเหตุผล และ ประสพการณ์ มุ่งสอนให้ปฏิบัติจิต
ปฏิบัติตนให้อยู่ใน ศีล (Sila) ต้องยึดมั่น และ ปฏิบัติเป็นหลัก หมั่นทำ สมาธิ (Samadhi) เพื่อให้จิตสงบ และ วิปัสสนา (Prajna) เพ่งพิจารณาตนเองจากภายใน เพื่อให้เกิดความรู้แจ้งในตัวตน
นักบวชผู้ปฏิบัติตน หมดสิ้นกิเลสทั้งปวง ได้ชื่อว่า อรหันต์ เช่นเดียวกับศาสนาเชน
พระพุทธเจ้าไม่เคยอวดอ้างตนเป็นผู้วิเศษ ไม่แสดงธรรมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระผู้เป็นเจ้า มุ่งเน้นย้ำให้เหล่าสาวก สานุศิษย์ยึดถือ เชื่อ ปฏิบัติตามการชี้นำ และ คำสอนของพระองค์ ห้ามยึดถือตัวตนของพระองค์เป็นพระเจ้า ไม่สรรเสริญ ไม่อ้อนวอน ไม่บนบานร้องขอ ตนเท่านั้น เป็นที่พึ่งแห่งตน
เมื่อก่อนโน้น ศาสนาพุทธก็เหมือนกับลัทธิความเชื่ออื่นๆ นิยมยอมรับเฉพาะที่เฉพาะถิ่นของแคว้นต่างๆ ในภาคเหนือ กลุ่มชนส่วนใหญ่นับถือ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูแนวพระเวท ส่วนศาสนาเชน และ ศาสนาพุทธเป็นเพียงกลุ่มเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาสนาพุทธเป็นกลุ่มที่เล็กกว่าศาสนาเชน เพราะกำเนิดทีหลัง และ เพิ่งเข้ามาเผยแพร่ ต่อเมื่อ พระเจ้าอโศก
มหาราช (Asoka The Great) แห่งแคว้นมคธ (Maghada) ซึ่งแต่เดิมพระองค์นับถือศาสนา เชน (Jain) ได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ พระองค์ได้ส่งเสริม และ กำหนดให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของแผ่นดิน เผยแพร่ไปทั่วอาณาจักร ส่งเหล่าธรรมทูตของศาสนาพุทธไปเผยแพร่ในต่างแดน แต่นั้นมา ศาสนาพุทธจึงรุ่งเรืองได้รับความนิยมนับถือไปทั่วชมภูทวีป
และ ประเทศใกล้เคียง เนื่องจากกษัตริย์ และ ราชวงศ์ต่างๆ ยอมรับ และ ให้ความอุปถัมภ์
ครั้นต่อมา ศาสนาพุทธได้รับการปฏิรูปสังคายนาโดยพระเจ้าขะนิสกะมหาราช (Kanishka The Great) ราชวงกุษาณะ (Kushan) อีกครั้ง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง เป็นที่ยอมรับ และ เข้ากันได้กับ แนวคิด แนวปฏิบัติ วิถีชีวิตของชนต่างความเชื่อ ต่างถิ่น ต่างภูมิประเทศ เป็นศาสนาพุทธนิกายใหม่ มหายาน (Mahayana)
ได้ผนวกความเชื่อในเทพเจ้า มีความยืดหยุ่นเข้ากับวิถีปฏิบัติของพราหมณ์ ฮินดู และ โซโลแอสเตอร์ (Zoroastrianism ลัทธิบูชาไฟ ของชาวเปอร์เชีย) โดยกำหนดให้มีพระโพธิสัตย์ เทพผู้มีความเมตตากรุณา นิทานชาดกต่างๆ จำนวนมากถูกแต่งขึ้น เพื่อสรรเสริญคุณงามความดีของพระโพธิสัตย์ สอดคล้องกับความเชื่อของชนในถิ่นที่เผยแพร่ไปถึง ส่วนนิกายดั้งเดิม หินยาน
หรือที่เรียกตัวเองว่า เถรวาท (Theravadin) ซึ่งแต่เดิมเป็นนิกายที่ยึด และ ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และ พระเถระผู้มีอาวุโส จำต้องปรับตัวปฏิรูปตาม ซึ่งทั้งสองนิกายนี้ ให้ความสำคัญต่อการกำหนดให้มี สถาบันสงฆ์ (Sangha) เพื่อ การจัดการ และ บริหารอย่างเป็นระบบ
จึงเป็นเครื่องมือส่งเสริมให้ศาสนาพุทธแพร่กระจายขยายตัวไปทั่ว บนหลักการของศาสนาที่เน้นการให้ ความเสมอภาค ปราศจากข้อห้าม กีดกันใดๆ ให้ความเอื้ออารี ปรองดอง ไม่กร้าวร้าว พึ่งตนเอง พินิจวิเคราะห์แก้ปัญหาด้วย เหตุ และ ผล บนพื้นฐาน และ หลักการของธรรมชาติ ซึ่งเป็นแก่นแท้ของศาสนาพุทธ จึงมีผู้คนจำนวนมากจากลัทธิความเชื่ออื่น
ตามถนนการค้าเส้นทางสายไหม ได้เปลี่ยนมานับถือ ขณะเดียวกัน ศาสนาพุทธนิกายมหายาน ถูกนำไปเผยแพร่ทั่วเอเชียกลาง และ ประเทศจีน ต่อไปยัง มงโกเลีย เกาหลี และ ญี่ปุ่น
ความสำเร็จของพระพุทธเจ้า รู้จักใช้ประโยชน์ โดยสารความเชื่อดั้งเดิม เรื่องกรรม (Karma) ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เฉกเช่นเดียวกันก้บศาสนาเชน เพื่อให้เป็นตัวสมมุติมูลเหตุ กำเนิดแห่งการเวียนว่ายตายเกิด มุ่งสู่นิพพาน (Nirvana) ซึ่งเป็นเป้าหมายของการปฏิบัติธรรม และ รับเอาหลักปรัชญา อะหิงสา (Ahimsa) ของศาสนาเชน
เพื่อให้เหล่าสาวกของพระองค์ มีจิตใจอ่อนโยน มีเมตตา พระองค์ทรงกำหนดหลักปฏิบัติให้อยู่กึ่งกลาง ระหว่างศาสนาเชน และ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คือ ให้เดินสายกลาง ไม่เข้มข้น แต่สำรวม ยึดหลักจริยธรรม เน้นการปฏิบัติด้านศีลธรรม มากกว่ากฏเกณฑ์ข้อบังคับ
ส่วนความสำเร็จของเหล่าธรรมทูตของพุทธศาสนา ส่วนหนึ่งมาจากบุคคลิกเฉพาะตัว วางตนเฉกเช่นมนุษย์ปุถุชน เทศนาดลใจ เปิดกว้าง เข้าใจง่าย เข้าถึง มีอิสระในการประกอบกิจทางศาสนา ไม่สิ้นเปลือง ฟุ่มเฟือย ในการประกอบพิธีกรรม ผู้อยู่ในวรรณะต่ำได้รับการยกระดับสถานะ ความเสมอภาค ความเท่าเทียม ในสังคมของชาวพุทธ และ เชน
ความเสื่อมถอยของศาสนาพุทธในอินเดียเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปหลังจากสิ้นยุคพระเจ้าอโศก ด้วยเหตุหลายประการ
ประการแรก เหล่าพราหมณ์ ซึ่งเป็นปรปักษ์อยู่ก่อนแล้ว ยังคงรักษาความเชื่อในลัทธิพราหมณ์ของหมู่ตน มิได้เหือดหายไปในยุคที่ศาสนาพุทธรุ่งเรืองถึงขั้นเป็นศาสนาหลักของอาณาจักร พราหมณ์ยังคงมีอิทธิพลเหนืออำนาจการปกครองอย่างเงียบๆ กาลเวลาที่ผ่านไปเริ่มเข้มแข็งและเด่นชัด กล่าวคือ เมื่อสิ้นราชวงศ์โมรียะ
พระเจ้าปุสยามิตร (Pushyamitra) ได้สถาปนาราชวงศ์ ศุงกะ (Sunga) กษัตริย์ในราชวงศ์นี้ นับถือ และ ส่งเสริมฟื้นฟูศาสนาพราหมณ์-ฮินดู อาราม และ ศาสนะสถานของชาวพุทธหลายแห่ง ถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่สำคัญที่สุด คือ ในสมัยราชวงศ์ คุปตะ (Gupta)
ได้เกิดการปฏิรูป ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นการใหญ่ นำโดย กุมารลิลละ ภัตต์ (Kumarilla-bhatta) สร้างคัมภีร์ปุราณะ เพิ่มและให้กำเนิดมหาเทพอีกสองพระองค์ พระพรหม และ พระวิศณุ (พระนารายณ์) มีหน้าที่พิทักษ์ทุกข์สุขมวลมนุษย์ ผนวกตัวตนเข้ากับองค์พระศิวะ มหาเทพที่มีมาแต่เดิม
เรียกว่าตรีมูรติ (Trimurti) กำเนิดเหล่าทวยเทพใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีอยูในคัมภีร์เดิม เพิ่มอีกมากมายหลายองค์ ในขณะเดียวกันยอมรับ และ ฉกฉวย ผนวกความเชื่อใหม่ หลักการอหิงสา (Ahimsa) ของศาสนาเชน และ กลืนความดีงามในบุคคลิกภาพของพระพุทธเจ้า ให้เป็นอวตาร (Avarta) พุทธาวตาร ปางที่เก้า ของพระวิษณุ
(พระนารายณ์) เพื่อช่วงชิงศรัทธาจากมวลชนที่ได้เคยหันไปนับถือศาสนาเชน และ ศาสนาพุทธ
ประการที่สอง การปฏิบัติทางจิต และ ควบคุมตนเองตามแนวทางของศาสนาพุทธ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน นั้น ยากที่จะก่อให้เกิดความมั่นใจแก่สามัญชนระดับล่าง เพราะคนหมู่มากยังยึดติดการบูชา สวดอ้อนวอน บนบานร้องขอต่อสิ่งศักดิสิทธิ์
ประการที่สาม เกิดการคอรับชั่น ยักยอกในหมู่สถาบันสงฆ์ เนื่องจาก การส่งเสริม รณรงค์ให้พุทธศาสนิกชน เน้นการทำบุญ ทำทาน ถวายจตุปัจจัย เงินทอง เพื่อสั่งสมบุญบารมีใว้ในภพหน้า ยังความมั่งคั่งแก่สถาบันสงฆ์ พุทธสถานใหญ่โตโอฬาร นักบวชสะสมเงินทอง ผู้มีความรู้ถูกเมินไม่เป็นที่น่านับถือ
บ้างก็เห็นแก่ความมั่งคั่ง บารมี ได้แยกตนออกไปตั้งนิกายใหม่ เสนอแนวคิดการปฏิบัติศาสนะกิจเอาใจผู้ศรัทธา เอื้อต่อการส่งเสริมเทวะวิทยา เครื่องรางของขลัง นิกายวัชระยาน (ตันตริก ตันตระ) บูชาพระพุทธรูปปางเสพเมถุน นักบวชศึกษาวิถี กามาสูตร
ประการที่สี่ เหล่าผู้รุกรานจำนวนมากจากต่างแดน เข้ามาในอินเดียช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 และ 11 ต่างนิยมชมชอบ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เพราะเป็นพหุเทวะ มีเทพเจ้าให้เลือกนับถือได้ตามความนิยม ศรัทธา
ประการสุดท้าย ศาสนาพุทธถูกทำลายล้างผลาญโดยกองทัพมุสลิมผู้รุกราน จากความอ่อนแอ ปราศจากการต่อต้านปกป้องใดๆ พุทธสถาน อาราม สถาบันสงฆ์ ล้วนเป็นที่สั่งสมความมั่งคั่งร่ำรวย จากความงมงายสะสมบุญ จึงเป็นเป้าหมาย ถูกปล้น เผาทำลาย เหล่านักบวชต่างพากันหลบหนี ลี้ภัยเอาตัวรอด
บ้างไปพึ่งพิงอารามในแคว้นเล็กๆ ห่างไกล บนภูเขาหิมาลัย อาทิ เนปาล ภูฐาน สิกขิม อัสสัม ฯลฯ มีผลต่อความวิบัติ ทำให้ศาสนาพุทธสูญสลายไปจากชมภูทวีปในเวลาอันรวดเร็ว จากขาดความสามัคคี ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เนื่องจากแตกแยกหลากหลายนิกาย สาเหตุที่สำคัญ คือ ศาสนาพุทธ
มิได้สอนให้ชาวพุทธรู้จักต่อสู้ ปกป้องตนเองจากอิทธิพลภายนอก ภัยคุกคามจากต่างลัทธิ กอร์ปกับปราศจากผู้คิดกอบกู้ ฟื้นฟูพุทธศาสนาหลังจากที่เหตุการได้สงบลง ต่างจาก ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และ ศาสนาเชน ต่างมีความสามัคคี ยืนหยัด สู้รบ ปกป้อง ฟื้นฟู ถึงกับมีบทบรรญัตในศาสนา ผู้ใดต่อสู้ปกป้องศาสนา
จะไม่เสียบุญใดๆ กลับจะได้รับการปลดปล่อยพ้นกรรม สำนักปฏิบัติธรรมแต่ละแห่งไม่โอฬาร ไม่สะสมความมั่งค้่งใดๆ เป็นเพียงอารามไม่ใหญ่โต ตั้งกระจัดกระจายไปทั่วทุกภูมิภาค แห่งใดถูกบุกรุกคุกคามทำลาย ที่อี่นใดยังคงอยู่ ย่อมสามารถเป็นที่ให้หลบภัยพักพิง ยังผลให้ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
และ ศาสนาเชน คงอยู่คู่ประเทศอินเดียตราบทุกวันนี้
ด้วยเหตุเหล่านี้ ศาสนาพุทธ จึงได้สูญไปจากแดนเกิด ประเทศอินเดีย
ความแตกต่างระหว่าง ศาสนาเชน กับ ศาสนาพุทธ
ศาสนาเชน และ ศาสนาพุทธ ล้วนมีรากเหง้ามาจาก ศาสนาพราหมณ์ (Brahmanical) ทั้งสองศาสนา มีความคล้ายคลึงกัน มีหลักปฏิบัติของชีวิต เพื่อให้บรรลุถึงความรู้ที่ไม่มีตัวตน ด้วยวิถีการปฏิบัติตน ให้เป็นกลางต่อสภาวะของโลกีย์ที่เป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ใช่แต่เท่านั้น
ทั้งสองศาสนา ต่างมีการควบคุมจัดการ และ รวมกลุ่มของตน โดยมีระบอบคณะสงฆ์ผู้ปฏิบัติพรหมจรรย์ และ นักบวช ทั้งสองศาสนาต่างปฏิเสธหลักการ อำนาจของ พระเวท (Vedas) และ การอ้างสิทธิผูกขาดของพราหมณ์อย่างสิ้นเชิง ทั้งสองศาสนาปฏิเสธการบูชายัญ ยืนกราน สั่งสอนให้รับรู้ และ
ยอมรับการมีชีวิตของสรรพสัตว์ นี่คือ สิ่งที่สองศาสนามีการปฏิรูปที่เหมือนกัน
ในความเหมือนกันนี้ กลับมีความแตกต่างในทางปฏิบัติ ผู้นับถือของสองศาสนา นี้ ต่างศึกษาคำสอน ประพฤติ และ ปฏิบัติตนให้เป็น คนใจบุญ ในวิถีทางที่แตกต่างกัน เช่น ศาสนาเชนให้ความสำคัญต่อฆราวาส แต่ศาสนาพุทธให้ความสำคัญต่อการปกครองของคณะสงฆ์ และ บทบัญญัติของศาสนา
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุด คือ ศาสนาเชนเป็นระบบปฏิบัติทางจริยธรรมอย่างเข้มงวด จำกัดอาหารการกิน ปลงอาบัติอย่างรุนแรง ปรัชญาซับซ้อน เน้นหนักแนวดำเนินชีวิต และ ความนึกคิดที่เคร่งครัดแบบนักพรต รับรอง ยอมรับวิธีการทรมานตน เพื่อทำให้ร่างกายหมดความรู้สึกรับรู้แห่ง กิเลส ตันหา โลกีย์ หากจะปลดปล่อยตน
ต้องค่อยๆ อดอาหาร และ ตายจากไปในที่สุด เพื่อเข้าสู่ภาวะแห่ง นิพพาน (Nirvana) ซึ่ง ศาสนาพุทธ รังเกียจ วิธีการดังกล่าว ส่งเสริมมุ่งเน้น แต่การควบคุมตนเอง ประพฤติปฏิบัติตามกฏแห่งศีล เพื่อบรรลุถึงนิพพาน
ศาสนาเชนรับเอาแนวคิดของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น การแต่งงาน การรับรู้วรรณะ ตามข้อเท็จจริงแล้ว ศาสนาเชนมิได้ออกห่างไปจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งต่างจากศาสนาพุทธ ที่พัฒนาตนเองให้มีอิสระ และ ออกห่างจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมากกว่า
**********
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ท่านสามารถนำ ข้อเขียน เนื้อหา ไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ต้องแจ้งแต่ประการใด ส่วนภาพประกอบในสาระน่ารู้เหล่านี้ได้คัดลอกมาจาก
Internet Public Domains บางภาพอาจมีลายน้ำต้องคงไว้เป็นตัวอ้างอิงถึงที่มา ต้องให้ Credit แก่เจ้าของภาพ และ www.dandinth.com เพื่อประโยชน์ต่อการสืบค้น
คลิกที่นี่ เพื่อกลับไปเริ่มต้นอ่านใหม่