กำเนิด ศาสนาเชน (Jainism) และ ศาสนาพุทธ (Buddhism)


          ประมาณ 3,500 ปี หรือ 1,000 ปีก่อนพุทธกาล ในประเทศอินเดียประชากรนับถือและเชื่อ ลัทธิพระเวท (Veda) คือ ความเชื่อในเทพเจ้าที่เกี่ยวกับลมฟ้าอากาศของพวกอริยกะ (Indo-Aryans) ผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิมของชาวพื้นเมืองทราวิทะ (Dravidian) ในประเทศอินเดียเกี่ยวกับ สังสารวัฏ คือ การเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งต่อมาเกิดเป็นศาสนาพราหมณ์ (Brahmanism) มีคัมภีร์พราหมณะ คัมภีร์อารันยกะ และ อุปนิษัทเป็นหลัก ครั้นต่อมาหลังจากที่ลัทธิความเชื่อใหม่ คือ ศาสนาเชน และ ศาสนาพุทธ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดและความเชื่ออุบัติขึ้น ได้ชักนำความเชื่อและศรัทธาด้านจิตวิญญาณของผู้คนจำนวนมากออกห่างจากลัทธิพระเวท

          พุทธศตวรรษที่ 9 ศาสนาพราหมณ์ต้องดิ้นรน และ ได้ปฏิรูปตนเอง ก่อให้เกิดสมมุติเทพ ตรีมูรติ (Trimurti) คือ พระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ 3 พระองค์ ได้แก่ พระพรหมณ์ พระวิศณุ (พระนารายณ์) และ พระอิศวร ขนานนามว่าศาสนาฮินดู (Hinduism) มีคัมภีร์ปุราณะต่างๆ รวมทั้งมหากาพย์ เช่น มหาภารตะ และ รามายาณะ เป็นหลัก


          เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีที่ผ่านมา เป็นยุคที่ผู้คนตื่นตัวต่อความเชื่อ มีผู้คิดค้นนำเสนอแนวคิดและลัทธิความเชื่อต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ต่างมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือ ความหลุดพ้นของวิญญาณ เนื่องจากความเชื่อระบบ พราหมณ์-ฮินดู (Brahmanical Hinduism) ให้ความสำคัญพิธีกรรม บูชาสรรเสริญพระเจ้า และ เทพเจ้าต่างๆ บูชายัญด้วยสัตว์ตามหลักและข้อกำหนดของ คำภีร์พระเวท (Vedic) มิได้ส่งเสริมทางจิต ประชาชนมองไม่เห็นคุณค่าแห่งชึวิต การสวดอ้อนวอนสรรเสริญเทพเจ้า และ การถวายเครื่องสักการะด้วยการบูชายัญ ล้วนก่อให้เกิดความสิ้นเปลือง การฆ่าสัตว์อย่างโหดร้ายเพื่อการบูชายัญสร้างความสะเทือนใจแก่คนหมู่มาก ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงใฝ่หาหนทางอื่นที่ดีกว่า เพื่อช่วยปลดปล่อยวิญญาณได้พ้นทุกข์

          พราหมณ์เป็นผู้ผูกขาด ควบคุมการจัดพิธีกรรมต่างๆ กำหนดชนชั้น วรรณะ ตั้งตนให้อยู่เหนือ ชนชั้นกษัตริย์ (Ksatriya) ซึ่งเป็นนักรบและผู้ปกครองบ้านเมือง เหล่ากษัตริย์ย่อมรู้สึกว่าถูกพราหมณ์ฉกอำนาจ นักปฏิรูปทางจิตวิญญาณในยุคนี้ที่สำคัญโดดเด่นมากที่สุด และหลงเหลือมาถึงทุกวันนี้ ล้วนมาจากตระกูลกษัตริย์ พระปารศวะนาท (Parsvanath) พระมหาวีระ (Mahavira) และ พระโคตะมะ (Gotama) ซึ่งพระปารศวะนาทเป็นพระองค์แรกที่ริเริ่มแนวคิดก่อน จากนั้น เวลาผ่านไปสองร้อยกว่าปีสองพระองค์หลังดังที่กล่าวมาได้ปฏิบัติตาม ได้เคลื่อนไหวสั่งสอนเผยแพร่แนวคิดความเชื่อใหม่ในแคว้น มคธ (Magadha) และแคว้นใกล้เคียง โดยมีหลักการที่ตรงกัน คือ ต่อต้านพิธีกรรม และ การบูชายัญด้วยการฆ่าสัตว์ของระบบพระเวท ความกล้าคิดกล้าทำเช่นนี้ เกิดจากหมู่ชนในเขตพื้นที่สูง ซึ่งล้วนสืบเชื้อสายมาจาก มองโกล (Mongoloid) ชนชาติผิวเหลือง ไม่ใช่เชื้อสาย อริยกะ (Indo-Aryans) หมู่ชนเหล่านี้ต่างมีแนวคิด และ ปรัชญาของตน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมองว่าพราหมณ์ คือ ผู้แปลกแยกอ้างตนเป็นผู้รอบรู้ ผูกขาดหนทางสู่ความสงบแห่งวิญญาณ

          ความเชื่อใหม่ที่โดดเด่น คือ ลัทธิเชน (Jainism) ของ พระปารศวะนาท และ พระมหาวีระ กับ ลัทธิพุทธ (Buddhism) ของพระโคตะมะ ซึ่งต่อมาทั้งสองลัทธินี้ได้เติบใหญ่ และได้กลายเป็นศาสนาในที่สุด มีผลต่อแนวคิด และ หลักปฏิบัติตนในสังคมของมวลมนุษย์ชาติ สองศาสนานี้ก่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง ต่อต้านหลักการของลัทธิพราหมณ์-ฮินดู แต่ก็ใช่ว่าจะแตกต่างไปจากลัทธิพราหมณ์-ฮินดูอย่างสิ้นเชิงก็หาไม่ เพราะพระปารศวะนาท พระมหาวีระ และ พระโคตะมะ ต่างก็ล้วนนับถือลัทธิพราหมณ์-ฮินดูมาก่อน จึงมิได้ทำลายและไม่ปฏิเสธระบบวรรณะ หรือ ละทิ้งความเชื่อของสังคมฮินดูแต่อย่างใด เพียงแต่ปฏิเสธอำนาจของพระเวท ประณามการบูชายัญ และ เลิกการเคารพบูชาเทพเจ้า หากมองกลายๆ ทั้งศาสนาเชน และ ศาสนาพุทธ ยังคงมีแนวคิดและหลักปฏิบัติหลายอย่างของศาสนาฮินดู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยึดถือความเชื่อในหลักการของ การเวียนว่ายตายเกิด โดยมี กรรม (Karma) เป็นปฐมเหตุแห่งชีวิต ซึ่งเป็นความเชื่อดั้งเดิมของชาวอินเดียมาแต่โบราณ ก่อนการเข้ามาของชาวอริยกะ (Indo-Aryans)

ศาสนาเชน (Chainism)
          นักบุญ หรือ ศาสดาของศาสนาเชน คือ ถีรถังกร (Tirthankara) ผู้สร้างทางข้ามไปยังอีกฝั่ง ตามตำนานความเชื่อ ได้เกิดและมีมาก่อนหน้าแล้ว 22 องค์ พระปารศวะนาท (Parsvanath) คือ ถีรถังกรองค์ที่ 23 ได้มาจุติ สั่งสอนตามความเชื่อของศาสนาเชน และ พระมหาวีระ คือ ถีรถังกรองค์ที่ 24 เป็นลำดับหลังสุด

          คำภีร์ศาสนาเชนระบุว่า พระปารศวะนาท นิพพานก่อนพระมหาวีระ 250 ปี ดังนั้น จึงน่าจะอยู่ในช่วง 2791 ปีที่ผ่านมาแล้ว พระปารศวะนาทเป็นราชโอรสของกษัตริย์ เมืองพาราณสี (Benares) ช่วงครึ่งหลังของชีวิตได้สละทางโลก ออกแสวงหาความสงบ ดำรงตนเป็นนักพรตเยี่ยง ฤษีบำเพ็ญทุกข์กริยา นุ่งห่มขาว ได้กำหนดหลักการสี่ข้อแก่สาวกและผู้นับถือ คือ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต พูดแต่ความจริง ไม่ลักขโมย ไม่ยึดติดต่อทรัพย์สิ่งของ ซึ่งเป็นหลักคำสอนพื้นฐานของ ศาสนาเชน

          ศาสดาของศาสนาเชนองค์หลังสุด ถีรถังกรองค์ที่ 24 คือ วรรธมานะ (Vardhamana) นิยมเรียกขานกันว่า มหาวีระ (Mahavira) ผู้เป็นราชโอรสในวรรณะกษัตริย์ (Kshatriya) แห่งเมืองเวสาลี (Vaisali) ตระกูล ชนตริก (Janatrika) หรือ ที่เรียกว่า ลิชฉะวีย์ (Lichchavi) และเป็นพระญาติทางพระมารดากับกษัตริย์เมือง วิเทหา (Videha) มคธ (Magadha) และ อังกะ (Anga) เมื่อพระชนมายุ 30 ได้สละทางโลก และ ถือปฏิบัติตามแนวทางของพระปารศวะนาท ใช้เวลา 12 ปี ทรมานตนและทำสมาธิ จนในที่สุดสำเร็จบรรลุธรรม จากนั้นได้ประกาศศาสนาโดย กำหนดและเพิ่มหลักปฏิบัติจากเดิมสี่ข้อของพระปารศวะนาท อีกหลายข้อ และ ได้รับขนานนามว่า ชินะ (Jina) คือ ผู้ชนะ จากเหล่าศานุศิษย์ หรือ อีกพระนามหนึ่ง นิกรณ (Nirgranthas) ผู้ปราศจากพันธนาการ ไม่นุ่งห่มอาภรณ์ใดๆ

          พระมหาวีระได้เดินทางธุดงค์แสดงธรรมเทศนาสั่งสอนในแคว้นมคธ (Magadha) ซึ่งอยู่ทิศใต้รัฐพิหารปัจจุบัน แคว้นวิเทหา (Videha) หรือ Tirhoot และแคว้นอังกะ (Anga) หรือ Bhagalpur พระองค์ได้กำหนดกฏเกณฑ์ใหม่ให้คนทุกสาขาอาชีพบวชเป็นพระหรือชีได้ทั้งชายและหญิง โดยมิได้กีดกันชนชั้น ได้ขยายลัทธิความเชื่อในหมู่เครือญาติระดับสูงในแคว้นต่างๆ คัมภีร์ของศาสนาเชนได้ระบุว่า พระเจ้าพิมพิศาล (Bimbisara) และ พระเจ้าอชาติศัตรู (Ajatasatru) เป็นศานุศิษย์ปฏิบัติธรรมตามแนวทางของศาสนาเชน

          พระมหาวีระใช้เวลาเทศนาสั่งสอน 30 ปี นิพพานที่เมือง ปาวา (Pawa) ปัจจุบันคือ เขตเมืองปาตลีบุตร (Patna) โดยทั่วไประบุว่า 527 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือ ประมาณ 2541 ปี แต่คำภีร์ภาษาบาลีของศาสนาพุทธระบุว่า พระพุทธเจ้า และ พระมหาวีระ มีชีวิตร่วมสมัยเดียวกัน อย่างไรก็ดี เหมจันทร์ (Hemchandra) นักประพันธ์และนักปราชญ์ของศาสนาเชน ผู้มีชีวิตระหว่าง พ.ศ. 1668 - 1702 ได้ระบุว่า 467 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือ ประมาณ 2481 ปี ซึ่งนักวิชาการต่างให้น้ำหนักและยอมรับช่วงเวลาดังกล่าว

          ศาสนาเชนนับถือศาสดา ที่เรียกว่า ถีรถังกร (Tirthankara) หรือ ชินะ (Jinas) 24 องค์ เฉพาะสองพระองค์สุดท้าย คือ พระปารศวะนาท และ พระมหาวีระ ได้รับความนิยม นับถือและบูชาสูงสุด

          หลักศาสนาเชนเน้นการควบคุมตนเองให้มีความอดกลั้น ประหยัด อดออม ไม่ฟุ่มเฟือย หลักสำคัญที่พระมหาวีระมุ่งเน้นเผยแพร่ คือ การปฏิบัติให้ถึง นิพพาน (Nirvana) โดยการปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากพันธนาการแห่งโลกีย์ กระทำได้ด้วยการยึดและปฏิบัติตนตาม ไตรรัตน์ คือ ความเชื่อที่ถูกต้อง ความรู้ที่ถูกต้อง ประพฤติปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามหลักของศาสนาเชน

          ศาสนาเชนปฏิเสธอำนาจและหลักปฏิบัติของพระเวท ประนามแนวคิดเทพเจ้าสร้างโลก จักรวาลไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ พระเจ้าเป็นเพียงความดีงามอันสูงส่งที่ประจักษ์ในจิตวิญญานของตัวเรา สิ่งต่างๆ ที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ล้วนมีวิญญาณตามระดับชั้นแห่งการรับรู้ หลักการเบื้องต้นแห่งการปฏิบัติทางด้านศืลธรรม คือ การไม่กระทำทารุณกรรม ไม่ประทุษร้ายต่อสรรพสิ่งที่มีชีวิต มนุษย์ สัตว์ จุลชีพ และ พืช ต้องเป็นมังสวิรัติอย่างเคร่งครัด โลกีย์ทำให้วิญญาณไม่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอันเนื่องมาจาก กรรม (Karma) ที่ได้เคยก่อไว้

          ศาสนาเชนแบ่งออกเป็นนิกายหลัก สองนิกาย คือ

เศวตคัมพร (Svetambaras) นุ่งห่มขาว แตกเป็นนิกายย่อย 84 นิกาย

ทิฆัมพร (Digambaras) นุ่งลมห่มฟ้า หรือ ผู้ที่ไม่นุ่งห่มอาภรณ์ใดๆ แตกเป็นนิกายย่อย 5 นิกาย

          ศาสนาเชนจำกัดตัวเองอยู่แต่ในประเทศอินเดีย ไม่พยายามเผยแพร่ออกไปนอกประเทศ แม้นกำเนิดในแคว้นเวสาลี และ แคว้นมคธ แต่กิจกรรมต่างๆ เคลื่อนไหวและตื่นตัว และ มีผู้นับถือจำนวนมากใน Gujarat, Malawa และ Rajputana

          ศาสนาเชนมีอิทธิพลต่ออารยธรรมของอินเดียใต้มาก วรรณกรรม และ วรรณคดียุคแรกๆ ที่เป็นภาษา Kanaresa และ Tamil ล้วนประพันธ์โดยนักบวชในศาสนาเชน คำสอนหลัก อหิงสา (Ahimsa) การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนกัน มีเมตตา เอื้ออาทรต่อกัน ทั้งกาย วาจา ใจ เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น มีอิทธิพลต่อศาสนาอื่นมาก เช่น ศาสนาฮินดูได้นำไปผนวกเป็นข้อกำหนดของศาสนาตน และ ศาสนาพุทธได้นำหลักการนี้ไปปรับใช้แต่ไม่เข้มงวดนัก

          ความที่ศาสนาเชนเป็นศาสนาที่มีหลักปฏิบัติเข้มงวดมาก ยากที่คนธรรมดาสามัญจะปฏิบัติได้ครบถ้วน ต่อมาจึงได้มีการปรับให้เหมาะสม โดยยอมให้กฏและศีลของฆราวาสไม่เข้มงวดเท่าของนักบวช ที่สำคัญ คือ พืช และ สัตว์ ล้วนมีวิญญาณ ผู้นับถือศาสนาเชนจึงไม่ทำอาชีพเกษตรกรรม นักบวชเขนต้องมีผ้าปิดจมูก เพื่อป้องกันไม่ให้สูดหายใจแมลง และ จุลินทรีย์ เวลาเดินต้องปัดกวาดไปข้างหน้า เพื่อป้องกันการเดินเหยียบมดหรือแมลง ในฤดูฝนพืชต่างๆ เจริญงอกงามไปทั่ว นักบวชและผู้ทรงศีลจะไม่เดินทางธุดงค์ เพื่อป้องกันไม่ให้ไปเหยียบย่ำ ต้นพืช ต้นหญ้า และ แมลงต่างๆ ที่มีอยู่ชุกชุม ด้วยเหตุนี้ ศาสนาเชน จึงกำหนดและบังคับเป็นกฎให้นักบวชต้องอยู่ในพรรษา 4 เดือน ห้ามเดินทางจาริกไปในที่ต่างๆ

          ด้วยความเข้มงวดในกฎเกณดังกล่าว จึงไม่มีศาสนิกชนชาวเชนยึดอาชีพเกษตรกรรม ส่วนใหญ่จึงยึดอาชีพ นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ เจ้าของโรงพิมพ์ นักกฏหมาย พ่อค้า แพทย์ นักอุตสาหกรรม นายธนาคาร ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ ศาสนิกชนชาวเชนจึงเป็นผู้ที่มีฐานะดี เป็นกลุ่มชนที่ปรับตัวเข้ากับสถานะการณ์ได้ดี ทั้งที่ในอดีตต้องดิ้นรนต่อสู้ทางความคิดกับศาสนาฮินดู ศาสนาพุธ และ ทำสงครามรบพุ่งกับพวกอิสลาม ซึ่งจองล้างจองผลาญย่ำยีศาสนาอื่น

          หลักของศาสนาเชน ประนามระบบวรรณะ แต่ในทางปฎิบัติกลับปรับตัวแบ่งรับแบ่งสู้ยอมให้มีระดับชนชั้นของนักบวชที่มาจากต่างวรรณะ นักบวชเชนที่มาจากวรรณะพราหมณ์จะมีลำดับสูงกว่าผู้ที่มาจากวรรณะอื่น ความยืดหยุ่นนี้ คือ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ศาสนาเชนสามารถดำรงคงอยู่ได้ในแดนเกิดประเทศอินเดียจนถึงทุกวันนี้











ศาสนาพุทธ (Buddhism)
          พระโคตะมะ (Gautama) วรรณะกษัตริย์ (Kashatriya) เป็นราชโอรสของกษัตริย์แห่งกรุงกบิลพัสต์ (Kapilavastu) หรือ อีกพระนามหนึ่ง ศากยะมุนี (Sakyamuni) นักบวชแห่งตระกูลศากยะ ชีวิตแรกเกิดไม่ต่างไปจาก พระปารศวะนาท และ พระมหาวีระ (Mahavira) เมื่อวัยหนุ่มมักครุ่นคิดไตร่ตรองเกี่ยวกับความเป็นไปของชีวิต ผู้คนที่มีทั้งทุกข์และสุข ความเหลื่อมล้ำทางสังคม

          อยู่มาวันหนึ่งพระองค์ไม่ยินดีต่อความสุขสำราญ ความหรูหราฟุ่มเฟือยที่มีอยู่ ได้สละละทิ้งพระราชวังและครอบครัวเมื่อพระชนมายุ 29 ออกไปค้นหาเหตุแห่งความทุกข์ เดินทางไปพำนักอยู่ในรัฐพิหาร ประเทศอินเดียปัจจุบัน ได้ศึกษาหลักปรัชญากับผู้รู้หลายสำนัก แต่ก็ไม่เป็นที่สบพระทัย จากนั้น จึงหันไปปฏิบัติตามหลักของศาสนา เชน บังคับจิตด้วยการทรมานร่างกาย ตามหลักปฏิบัติและวิธีการอดอาหารของ พระปารศวะนาท (Parsvanath) ผลที่ได้รับ คือ ความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ร่างกายผ่ายผอมอ่อนเพลียอิดโรย ไม่เกิดความรู้แจ้งใดๆ เพราะจิตของพระองค์ยังคงตั้งมั่น มุ่งไฝ่หาแต่ความรู้ความเข่าใจแก่นแท้ของชีวิต ซึ่งต่างจากเหล่าสาวกของศาสนาเชนทั้งหลาย ที่ตั้งจิตให้มั่นในหลักของศาสนา มุ่งทรมานร่างกายด้วยการอดอาหาร เพื่อให้จิตค่อยๆ อ่อนแรง และ ดับตายไปในที่สุด เพื่อบรรลุ นิพพาน (Nirvana) พระองค์เห็นว่า ชีวิตมีค่า ต้องพยายามค้นหาต่อไป จึงได้ล้มเลิก ละการปฏิบัติตามวิถีของศาสนาเชน กลับมาเสวยอาหารเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวดั่งเดิม เมื่อร่างกายฟื้นตัวแข็งแรงสมบูรณ์ดีแล้ว จึงได้ไปหาที่สงบใต้ต้นโพธ์ใหญ่ในเขต คยา (Gaya) ทบทวนชีวิตจากประสพการณ์ต่างๆ ในอดีตที่พบผ่านมา ลำดับสาเหตุและผลที่เกิดตามมาของเหตุการต่างๆ เหล่านั้น วิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่รอบกาย ทบทวนกลับไปกลับมาหลายรอบ ในที่สุดก็ค้นพบความจริง ซึ่ง เป็นกฏของธรรมชาติ มีอยู่ในชีวิตประจำวัน เพียงแต่ลำดับที่มาที่ไปให้ถูกต้อง ทำใจให้เป็นกลาง ไม่โอนเอนตามแนวคิดความเชื่อของลัทธิใด เหตุต่างๆ ล้วนเกิดมาจากการกระทำของตัวเรานี่เอง ถ้ามีการกระทำก็จะก่อให้เกิดผล ดีหรือไม่ดีตามมา หากไม่มีการกระทำย่อมไม่เกิดผล เว้นแต่ความทุกข์บางอย่างอาจเกิดจากการถูกกำหนด หรือ จำกัดสิทธิ์จากผู้อื่น เช่น การแบ่งชั้นวรรณะ ฯลฯ พระองค์ได้ตั้งพระทัยจะใช้ชีวิตที่มีอยู่เพื่อมุ่งเผยแพร่ ความจริงของกฏธรรมชาติ นี้ แก่ผู้คนเพื่อให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของชีวิต จากนั้นได้เดินทางไปยังสารนาท (Saranath) ใกล้เมืองพาราณสี (Benares)ณ ที่แห่งนั้น มีผู้ศรัทธาเข้าร่วมบวชเป็นสาวก และ ติดตามพระองค์จำนวน 5 รูป เป็นจุดเริ่มต้นเกิดเป็นคณะสงฆ์ในเวลาต่อมา พระองค์ได้เผยแพร่และทำความเข้าใจสั่งสอนหลักความจริงเหล่านี้ในแคว้นมคธ และ แคว้นใกล้เคียงเป็นเวลา 45 ปี ทรงได้รับสมญานาม พระพุทธเจ้า (Buddha) ผู้เป็นแสงสว่าง ให้ความกระจ่าง และได้นิพพานเมื่อพระชนมายุ 80 ที่ เมืองกุสินารา (Kusinra) ชายแดนประเทศเนปาล 544 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือ 2558 ปีตามความเชื่อของศรีลังกา แต่ Geiger ระบุว่า 483 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือ 2497 ปี แต่บันทึกของจีนโบราณระบุ 486 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือ 2500 ปี จากการศึกษาบันทึกและหลักฐานอ้างอิงเหล่านี้ นักวิชาการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญและยอมรับบันทึกของจีนมากกว่าข้ออ้างของบันทึกอื่น

          หลักคำสอนของศาสนาพุทธ คือ ความทุกข์ต่างๆ ล้วนมาจากความอยากได้อยากมี รัก โลภ โกรธ หลง หรือ ที่เรียกว่า กิเลส ตัณหา ราคะ โลกีย์ หากหยุดอารมณ์ความู้สึกเหล่านี้ได้ ย่อมหยุดความทุกข์ได้ การที่จะหยุด กิเลส ตันหา ราคะ โลกีย์ ต้องมีวินัย ควบคุมตนเอง รู้จักทบทวนปฏิบัติตนให้มีสติ สำรวม บำเพ็ญสมาธิในภาวะที่พอเหมาะ ไม่เข้มข้นเหมือนของศาสนาเชน คือ ให้เดินสายกลาง ต้องไม่เป็นการทรมานร่างกายถึงตาย เพราะชีวิตมีค่า ปฏิบัติเพื่อให้ หมดกรรม หากปฏิบัติได้ตามนี้ ย่อมหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด หรือ เข้าสู่ นิพพาน (Nirvana) สภาวะของการดับสูญอย่างสมบูรณ์ ไม่ต้องกลับมาเกิด ศาสนาพุทธยอมรับกฏแห่ง กรรม (Karma) ของศาสนา ฮินดู (Hinduism) ที่ว่า สถานะของบุคลคลที่มีชีวิตเป็นอยู่ย่อมสืบเนื่องมาจากเหตุแห่งกรรมแต่เก่าก่อนที่ได้กระทำ ดั่งห่วงโซ่ที่ถูกร้อยเรียงกัน ในทำนองเดียวกันศาสนาพุทธก็มีหลักการเช่นเดียวกับศาสนา เชน (Jain) คือ ยอมรับการมีชีวิตของสรรพสัตว์ ไม่มีการแบ่งชั้น ปฏิเสธวรรณะ เพิกเฉยไม่ให้ความสำคัญต่อการมีตัวตนของพระเจ้าผู้สร้างโลก พระพุทธเจ้าโจมตีลัทธิความเชื่อที่งมงาย ตำหนิพิธีกรรมและเล่ห์ของนักบวช ประณามผู้ที่มีผลประโยชน์กับเรื่องเหล่านี้ นอกจากนี้ยังโจมตีแนวความคิดที่ส่งเสริมเทววิทยาและปาฏิหารต่างๆ พระพุทธเจ้าทรงเน้นหนักถึงเรื่องศีลธรรม ให้ยึดมั่นในหลัก ตรรกะ (logic) หลักแห่งเหตุผลและประสพการณ์ มุ่งสอนให้ปฏิบัติจิต ปฏิบัติตนให้อยู่ใน ศีล (Silas) ต้องยึดมั่นและปฏิบัติเป็นหลัก หมั่นทำ สมาธิ (Samadhi) เพื่อให้จิตใจสงบ เกิดความรู้แจ้ง ด้วย วิปัสสนา (Prajna) คือ เพ่งพิจารณาดูตนเองจากภายใน

          พระพุทธเจ้าไม่เคยอวดอ้างตนเป็นผู้วิเศษ ไม่แสดงธรรมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า มุ่งเน้นย้ำให้เหล่าสาวกสานุศิษย์ยึดถือ เชื่อ และ ปฏิบัติแต่คำสอนของพระองค์ ห้ามยึดถือตัวตนของพระองค์ว่าเป็นพระเจ้า ตนเท่านั้น เป็นที่พึ่งแห่งตน

          ศาสนาพุทธก็เหมือนกับลัทธิความเชื่ออื่นๆ ทีมีความนิยม ยอมรับเฉพาะที่เฉพาะถิ่นในแคว้นมคธ (Magadha) และแคว้นใกล้เคียงเท่านั้น ต่อเมื่อ พระเจ้าอโศก (Asoka) ซึ่งแต่เดิมนับถือศาสนา เชน (Jain) ได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ พระองค์ได้ส่งเสริมและกำหนดให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของแผ่นดิน เผยแพร่ไปทั่วอาณาจักร ส่งเหล่าธรรมทูตของศาสนาพุทธไปเผยแพร่ในต่างแดน แต่นั้นมา ศาสนาพุทธจึงรุ่งเรืองได้รับความนิยมนับถือไปทั่วชมภูทวีป และ ประเทศใกล้เคียง เนื่องจากกษัตริย์และราชวงศ์ต่างๆ ให้ความอุปถัมภ์ ในขณะเดียวกันศาสนาพุทธเองก็ได้ปรับตัวให้เป็นที่ยอมรับและเข้ากันได้กับ แนวคิด แนวปฏิบัติ และ วิถีชีวิตของชนต่างถิ่นต่างภูมิประเทศ ที่สำคัญคือ นิกาย มหายาน (Mahayana) ได้ผนวกความเชื่อในเทพเจ้าและวิถีของพราหมณ์เพื่อให้เข้ากันได้กับความเชื่อของชนในถิ่นที่เผยแพร่ไปถึง ส่วนนิกายดั้งเดิมคือ หินยาน หรือ เถรวาท (Theravada) เป็นนิกายที่ยึดและปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ความสำคัญของทั้งสองนิกายนี้ คือ การมี สถาบันสงฆ์ (Sangha) มีการพัฒนาจัดการและบริหารอย่างเป็นระบบ เป็นเครื่องมือส่งเสริมให้ศาสนาพุทธแพร่กระจายขยายตัวไปทั่ว บนหลักการของศาสนาพุทธที่เน้นการให้ ความเสมอภาค ปราศจากข้อห้ามกีดกันใดๆ ให้ความเอื้ออารี ปรองดอง ไม่กร้าวร้าว พึ่งตนเอง พินิจวิเคราะห์แก้ปัญหาด้วยเหตุและผล บนพื้นฐานและหลักการของธรรมชาติ (วิทยาศาสตร์) ซึ่งเป็นแก่นแท้ของศาสนาพุทธ จึงมีผู้คนจำนวนมากได้เปลี่ยนมานับถือ

          ความสำเร็จของเหล่าธรรมทูตของพุทธศาสนา ส่วนหนึ่งมาจากบุคคลิกเฉพาะตัว วางตนเฉกเช่นมนุษย์ปุถุชน เทศนาดลใจ เปิดกว้างให้ผู้สนใจ เข้าใจง่ายเข้าถึง มีอิสระในการประกอบกิจทางศาสนา ไม่สิ้นเปลืองไม่ฟุ่มเฟือยในการทำพิธีกรรม ผู้อยู่ในวรรณะต่ำได้รับการยกระดับสถานะทางสังคม ชีวิตโดยรวมทางสังคมจึงมีความสงบสุข คุณภาพชีวิตดีขึ้น

          ความเสื่อมถอยของศาสนาพุทธในอินเดียเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปจากเหตุหลายประการ

ประการแรก เหล่าพราหมณ์ ซึ่งเป็นปรปักษ์อยู่ก่อนแล้ว ยังคงรักษาความเชื่อในลัทธิพราหมณ์ของหมู่ตน มิได้เหือดหายไปในยุคที่ศาสนาพุทธรุ่งเรืองถึงขั้นเป็นศาสนาหลักของอาณาจักร พราหมณ์ยังคงมีอิทธิพลเหนืออำนาจการปกครองอย่างเงียบๆ กาลเวลาที่ผ่านไปเริ่มเข้มแข็งและเด่นชัด จากการปฏิรูปลัทธิพราหมณ์ในสมัย คุปตะ (Gupta) พุทธศตวรรษที่ 11 โดย กุมารลิลละ ภัตต์ (Kumarilla-bhatta)

ประการที่สอง กาลเวลาที่ผ่านมา ศาสนาฮินดู (Hinduism) ได้ค่อยๆ ปรับ และ รับแนวคิดของศาสนาพุทธเข้าไปผสมผสาน ที่สำคัญ คือ ได้กำหนดให้พระพุทธเจ้าเป็นพระนารายณ์อวตารองค์ที่เก้า เสด็จลงมาปราบยุคเข็ญในโลกมนุษย์

ประการที่สาม การปฏิบัติทางจิตและควบคุมตนเองตามแนวทางของศาสนาพุทธ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ยากที่จะก่อให้เกิดความมั่นใจแก่สามัญชนระดับล่าง เพราะคนหมู่มากยังยึดติดการบูชา สวดอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิสิทธิ์

ประการที่สี่ เกิดการคอรับชั่นในหมู่และสถาบันสงฆ์ เนื่องจาก การส่งเสริม รณรงค์ให้พุทธศาสนิกชน เน้นการทำบุญด้วยการถวายจตุปัจจัย เงินทอง เพื่อสั่งสมบุญบารมีใว้ในภพหน้า แต่เดิม นั้น พระวินัยกำหนดให้สงฆ์รับแต่อาหารเพื่อการยังชีพ ยังความมั่งคั่งแก่สถาบันสงฆ์ พุทธสถานใหญ่โตโอฬาร นักบวชสะสมเงินทอง ผู้มีความรู้ถูกเมินไม่เป็นที่น่านับถือ บ้างก็เห็นแก่ความมั่งคั่งได้แยกตนออกไปตั้งนิกายใหม่ เสนอแนวคิดการปฏิบัติศาสนะกิจที่เอื้อและเอาใจผู้ศรัทธา

ประการที่ห้า เหล่าผู้รุกรานจำนวนมากจากต่างแดนเข้ามาในอินเดียช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 และ 11 ต่างนิยมชมชอบศาสนาฮินดูมากกว่าศาสนาพุทธ

ประการสุดท้าย ศาสนาพุธถูกทำลายล้างผลาญโดยกองทัพมุสลิมผู้รุกราน มีผลต่อความวิบัติ ทำให้ศาสนาพุทธสูญสลายไปจากชมภูทวีปในเวลาอันรวดเร็ว เพราะขาดความสามัคคีไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เนื่องจากแตกแยกหลากหลายนิกาย ตัวศาสนาพุทธเองมิได้สอนให้ชาวพุทธรู้จักต่อสู้ปกป้องตนเองจากอิทธิพล และ ภัยคุกคามจากต่างศาสนา หรือ ลัทธิอื่น

ด้วยเหตุเหล่านี้ศาสนาพุทธจึงได้สูญไปจากแดนเกิดประเทศอินเดีย







ความแตกต่างระหว่าง ศาสนาเชนกับศาสนาพุทธ

          ศาสนาเชน และ ศาสนาพุทธ ล้วนมีรากเหง้ามาจากศาสนา พราหม์-ฮินดู (Brahmanical Hinduism) ทั้งสองศาสนามีความคล้ายคลึงกัน คือ มีหลักปฏิบัติของชีวิตเพื่อให้บรรลุถึงความรู้ที่ไม่มีตัวตน โดยวิถีการปฏิบัติตน ให้เป็นกลางต่อสภาวะของโลกีย์ที่เป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ใช่แต่เท่านั้น ทั้งสองศาสนาต่างมีการควบคุมจัดการและรวมกลุ่มของตน โดยมีระบอบคณะสงฆ์ผู้ปฏิบัติพรหมจรรย์และนักบวช ทั้งสองศาสนาต่างปฏิเสธหลักการ อำนาจของ พระเวท (Vedas) และ การอ้างสิทธิผูกขาดของพราหมณ์อย่างสิ้นเชิง ทั้งสองศาสนาปฏิเสธการบูชายัญ ยืนกราน สั่งสอนให้รับรู้และยอมรับการมีชีวิตของสรรพสัตว์ นี่คือ สิ่งที่สองศาสนามีการปฏิรูปที่เหมือนกัน แต่ในความเหมือนกันนี้กลับมีความแตกต่างในทางปฏิบัติ ผู้นับถือของสองศาสนานี้ต่างศึกษาคำสอน ประพฤติ และ ปฏิบัติตนให้เป็น คนใจบุญ ในวิถีทางที่แตกต่างกัน เช่น ศาสนาเชนให้ความสำคัญต่อฆราวาส แต่ศาสนาพุทธให้ความสำคัญต่อการปกครองของคณะสงฆ์และบทบัญญัติของศาสนา ความแตกต่างที่สำคัญที่สุด คือ ศาสนาเชนเป็นระบบปฏิบัติทางจริยธรรมอย่างเข้มงวด เน้นหนักแนวดำเนินชีวิตและความนึกคิดที่เคร่งครัดแบบนักพรต รับรอง ยอมรับวิธีการทำให้ร่างกายหมดความรู้สึก รับรู้แห่ง กิเลส ตันหา โลกีย์ โดยการค่อยๆ อดอาหารและตายจากไปในที่สุด เพื่อเข้าสู่ภาวะแห่ง นิพพาน (Nirvana) ซึ่งศาสนาพุทธรังเกียจวิธีการดังกล่าว จึงมุ่งเน้นแต่การควบคุมตนเอง ประพฤติปฏิบัติตามกฏแห่งศีลเพื่อบรรลุถึงนิพพาน สุดท้าย ศาสนาเชนรับเอาแนวคิดของศาสนาฮินดูเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น การแต่งงาน การรับรู้วรรณะ ตามข้อเท็จจริงแล้วศาสนาเชนมิได้ออกห่างไปจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งต่างจากศาสนาพุทธที่พัฒนาตนเองให้มีอิสระและออกห่างจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมากกว่า


**********


          ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ท่านสามารถนำ ข้อเขียน เนื้อหา ไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ต้องแจ้งแต่ประการใด ส่วนภาพประกอบในสาระน่ารู้เหล่านี้ได้คัดลอกมาจาก Internet Public Domains บางภาพอาจมีลายน้ำต้องคงไว้เป็นตัวอ้างอิงถึงที่มา ต้องให้ Credit แก่เจ้าของภาพ และ www.dandinth.com เพื่อประโยชน์ต่อการสืบค้น




กลับไปหน้าหลัก